Phones





SCB แนะภาคธุรกิจเร่งปรับตัวรับมือความเสี่ยงตลาดโลก

2026-02-26 20:24:58 255



 
นิวส์ คอนเน็คท์ – SCB ส่องภาคธุรกิจไทยเผชิญความท้าทายจากความผันผวนของตลาดการเงินโลก มองเงินบาทแข็งค่ายังสร้างแรงกดดันหลักต่อภาคส่งออก เดินหน้าต่อยอดบทบาทกลุ่มงานตลาดการเงิน เป็นที่ปรึกษาบริหารความเสี่ยงทางการเงินเชิงกลยุทธ์ ตั้งเป้าหนุนลูกค้าธุรกิจเพิ่มระดับสัดส่วนการป้องกันความเสี่ยงในระดับ 70 - 80%
 
เมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2569 นายแพททริก ปูเลีย รองผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสายงาน Financial Markets ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCB เปิดเผยว่า ธนาคารประเมินตลาดการเงินในปี 2569 ยังคงเป็นปีที่มีความท้าทายจากหลายปัจจัยสำคัญ อาทิ ความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่ยังคงส่งผลต่อเสถียรภาพของตลาดโลก แนวโน้มนโยบายเศรษฐกิจและการค้าระหว่างประเทศของสหรัฐอเมริกาที่อาจมีการเปลี่ยนแปลง ทิศทางอัตราดอกเบี้ยโลกที่ยังอยู่ในระดับสูง รวมถึงการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของห่วงโซ่อุปทานจากการเปลี่ยนผ่านสู่เทคโนโลยีดิจิทัลและการนำ AI มาใช้ในภาคธุรกิจมากขึ้น
 
ทั้งนี้ เพื่อตอบโจทย์ความท้าทายดังกล่าว SCBFM ได้กำหนด 3 กลยุทธ์สำคัญในการสนับสนุนลูกค้าธุรกิจในปี 2569 ได้แก่ 1. FX Advisory บริหารความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนอย่างเป็นระบบ โดยมุ่งเน้นการให้คำแนะนำเชิงลึกในการเลือกใช้เครื่องมือทางการเงินที่เหมาะสมกับลักษณะธุรกิจของลูกค้า อาทิ FX Forward และ FX Options เพื่อเปลี่ยนความผันผวนของค่าเงินให้เป็นความเสี่ยงที่สามารถบริหารจัดการได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยในปี 2569 SCBFM แนะนำผู้ประกอบการเพิ่มสัดส่วนการใช้เครื่องมือบริหารความเสี่ยงเพิ่มขึ้นเป็น 70-80% เพื่อรับมือกับความไม่แน่นอน ควบคู่กับการส่งเสริมการกระจายความเสี่ยงด้านสกุลเงิน (Currency Diversification) เพื่อลดผลกระทบจากความผันผวนของสกุลเงินใดสกุลเงินหนึ่งเป็นหลัก
 
2. Go Global สนับสนุนลูกค้าในการกระจายการลงทุนไปยังต่างประเทศ เพื่อเพิ่มโอกาสในการสร้างผลตอบแทนและกระจายแหล่งที่มาของรายได้ โดยธนาคารได้พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานรองรับการลงทุนในต่างประเทศ อาทิ บัญชีเงินฝากเงินตราต่างประเทศแบบอิเล็กทรอนิกส์ (E-FCD) เพื่อรองรับการลงทุนที่เป็นสกุลเงินตราต่างประเทศ รวมถึงผลิตภัณฑ์การลงทุนในรูปหุ้นกู้ที่มีอนุพันธ์แฝง (Structured Notes) ที่ถูกออกแบบโดยอ้างอิงสินทรัพย์ต่าง ๆ อาทิ หุ้นสหรัฐฯ ทองคำ และอัตราดอกเบี้ย และมีทางเลือกทั้งการลงทุนเป็นเงินบาทหรือเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ช่วยให้นักลงทุนสามารถสร้างผลตอบแทนจากตลาดโลกภายใต้ระดับความเสี่ยงที่เหมาะสมได้ดียิ่งขึ้น ซึ่งในปีที่ผ่านมา ไทยพาณิชย์ก็ได้ออกหุ้นกู้สกุลเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ที่มีอนุพันธ์แฝงอ้างอิงกับอัตราดอกเบี้ยระยะสั้นของสหรัฐฯ เป็นธนาคารแรกในประเทศไทย
 
3. Digital & AI Adoption พัฒนาแพลตฟอร์มออนไลน์ให้เป็น Digital Hedging Ecosystem โซลูชัน บริหารความเสี่ยงครบวงจร วางแผนพัฒนาเครื่องมือบริหารความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนออนไลน์ (FX Online) ให้รองรับฟีเจอร์เพิ่มเติมเพื่อให้ตอบโจทย์การบริหารความเสี่ยงและกระแสเงินสดของลูกค้าได้ครบวงจรมากขึ้น โดยในปี 2568 ที่ผ่านมา ปริมาณธุรกรรม FX ผ่านช่องทางออนไลน์ เช่น FX Online และ FX API เติบโตกว่า 30% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า และปัจจุบันคิดเป็นสัดส่วนกว่า 40% ของธุรกรรม FX ทั้งหมด ทั้งนี้ ธนาคารตั้งเป้าหมายเพิ่มสัดส่วนธุรกรรมผ่านช่องทางออนไลน์ให้มากกว่า 50% ภายในปี 2569 พร้อมนำเทคโนโลยี AI มาช่วยวิเคราะห์พฤติกรรมลูกค้าและพัฒนาเครื่องมือแนะนำด้านการบริหารความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนและอัตราดอกเบี้ยที่มีความแม่นยำและเฉพาะเจาะจงกับธุรกิจแต่ละรายมากยิ่งขึ้น
 

ด้านนายวชิรวัฒน์ บานชื่น นักกลยุทธ์ตลาดการเงินอาวุโส ธนาคารไทยพาณิชย์ กล่าวว่า เงินบาทในปีนี้มีความผันผวนมากขึ้น สอดคล้องกับความผันผวนในตลาดการเงินโลกทั้งในตลาดหุ้น ตลาดบอนด์ รวมถึงตลาดอัตราแลกเปลี่ยน แม้ความผันผวนจะยังไม่สูงเท่าในช่วงเดือนเม.ย. ปีก่อน ที่ทรัมป์ประกาศขึ้นภาษีนำเข้าจากทั่วโลก แต่แนวโน้มในระยะต่อไปยังมีความไม่แน่นอนสูง ในส่วนของค่าเงินบาท ตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา ได้รับผลกระทบจากทั้งราคาทองคำที่ผันผวนมากขึ้น ปัจจัยทางการเมืองที่ส่งผลต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนโลก และกระแสเงินทุนเคลื่อนย้ายที่ไหลเข้า Emerging Markets (EM) ในปีนี้
 
สำหรับในระยะต่อไป เงินบาทต่อดอลลาร์สหรัฐยังมีแนวโน้มอยู่โซนแข็งค่าต่อได้ โดยมีปัจจัยจาก 1. คาดว่าเงินทุนเคลื่อนย้ายยังมีโอกาสไหลเข้าตลาด EM-Asia ต่อได้ เนื่องจากนักลงทุนโลกยังต้องการกระจายความเสี่ยงการลงทุน (Diversify) ออกจากสินทรัพย์สหรัฐฯ และต้องการรับอานิสงส์จากแนวโน้มการลงทุนในด้าน AI ซึ่งไทยก็จะได้รับอานิสงส์จากกระแสนี้ด้วย นอกจากนี้ มองว่าการส่งออกไทยในปีนี้ยังน่าจะขยายตัวต่อได้, 2. มองว่าดัชนีเงินดอลลาร์สหรัฐมีแนวโน้มอยู่ในระดับต่ำต่อเนื่อง อย่างน้อยในระยะ 1-2 ไตรมาสข้างหน้า เนื่องจากตลาดแรงงานสหรัฐฯ ที่มีแนวโน้มอ่อนแอลง ทำให้ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) จะสามารถลดดอกเบี้ยได้อย่างน้อย 2 ครั้งในปีนี้
 
3. ราคาทองคำยังมีโอกาสสูงขึ้นได้ จากความไม่แน่นอนที่ยังมีอยู่มาก ไม่ว่าจะเป็นความกังวลเรื่อง AI disruption และสงครามในตะวันออกกลาง จึงทำให้มีความต้องการถือสินทรัพย์ปลอดภัยเพิ่มเติม อีกทั้ง ธนาคารกลางยังเข้าซื้อทองคำอย่างต่อเนื่อง และ 4. ความเสี่ยงด้านอ่อนค่าของสกุลเงินภูมิภาคลดลง โดยเงินหยวนแข็งค่าต่อเนื่องจากปีก่อน ขณะที่เงินเยนเผชิญแรงกดดันด้านอ่อนค่าลดลง และในระยะต่อไปมองว่า การค้าโลกจะขยายตัวต่อได้พร้อมกับการลงทุนด้าน AI ซึ่งจะหนุนการแข็งค่าของเงินหยวนต่อไป ขณะที่ความกังวลภาคการคลังในญี่ปุ่นน่าจะลดลงและสามารถทยอยปรับขึ้นดอกเบี้ยได้ในปีนี้
 

สำหรับอัตราอัตราดอกเบี้ยไทย หลังจากที่คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ลดดอกเบี้ยลง 0.25% มาอยู่ที่ 1.00% ซึ่งเหนือความคาดหมายของตลาด พบว่าอัตราดอกเบี้ยระยะสั้นในตลาดเงินปรับลดลงมาตามอัตราดอกเบี้ยนโยบาย อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยอายุ 2 ปี ปรับลดลง 0.15% มาอยู่ที่ 1.06% ส่วนเงินบาทอ่อนค่าลงราว 0.10 บาท ซึ่งที่ผ่านมาการลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายมักไม่ส่งผลต่อค่าเงินบาทนัก แต่ในรอบนี้ที่เป็นการลดดอกเบี้ยอย่างเหนือความคาดหมาย จึงทำให้เงินบาทอ่อนค่าลงมาบ้าง
 
อย่างไรก็ตาม ในระยะต่อไป กนง. มีแนวโน้มคงดอกเบี้ยต่อเนื่องในระยะสั้น-กลาง โดยมองว่าการลดดอกเบี้ยในครั้งนี้อาจเพียงพอต่อการพยุงเศรษฐกิจไทยที่ยังอ่อนแอ และโตต่ำกว่าระดับศักยภาพ ทั้งนี้ ยังต้องจับตาพัฒนาการทางเศรษฐกิจไทย ไม่ว่าจะเป็นอัตราเงินเฟ้อทั่วไปที่ยังติดลบ แนวโน้มอุปสงค์ในประเทศที่ยังอ่อนแอ อีกทั้ง ยังต้องจับตาภาวะการเงินที่ยังตึงตัว สะท้อนจากสินเชื่อที่หดตัว หนี้ครัวเรือนที่ยังสูง และเงินบาทที่แข็งค่า หากปัจจัยข้างต้นนี้ ยังมีแนวโน้มปรับแย่ลงอีก ก็มีโอกาสที่ กนง. อาจลดดอกเบี้ยต่อได้ในช่วงครึ่งปีหลัง