Phones





BPP ปี 68 โตแกร่ง กำไรสุทธิ 3,026 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 73%

2026-03-11 13:56:30 190



นิวส์ คอนเน็คท์ - BPP เดินหน้าสู่กลุ่มธุรกิจ ‘Power+’ ของกลุ่มบ้านปู พัฒนาแพลตฟอร์มธุรกิจไฟฟ้าเต็มรูปแบบ (Power Pure-play Platform) ครอบคลุมห่วงโซ่ธุรกิจไฟฟ้าครบวงจรในเอเชียแปซิฟิกและสหรัฐฯ รองรับดีมานด์พลังงานระดับ Utility-scale ตอกย้ำผลประกอบการปี 68 โตแข็งแกร่ง มีกำไรสุทธิ 3,026 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 73% สะท้อนศักยภาพการบริหารจัดการสินทรัพย์ที่มีประสิทธิภาพควบคู่ไปกับการลดการปล่อยคาร์บอน

เมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2569 บริษัท บ้านปู เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BPP ผู้ผลิตพลังงานระดับสากล พร้อมเดินหน้าสู่ ‘Power+’ (กลุ่มธุรกิจไฟฟ้าและธุรกิจที่เกี่ยวเนื่อง) ซึ่งเป็นกลไกขับเคลื่อนการเติบโต (Growth Engine) ของกลุ่มบ้านปู ภายใต้กลยุทธ์ Energy Symphonics แจ้งว่า ผลประกอบการปี 2568 มีกำไรสุทธิ 3,026 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 73% และมีกำไรก่อนหักดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่าย (EBITDA) รวม 8,268 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 12% เมื่อเทียบกับปีก่อน สะท้อนศักยภาพการบริหารจัดการสินทรัพย์ มุ่งยกระดับประสิทธิภาพการดำเนินงานควบคู่ไปกับการลดการปล่อยคาร์บอน อีกทั้งขยายพอร์ตโฟลิโอที่ครอบคลุมห่วงโซ่ธุรกิจไฟฟ้าครบวงจรเพื่อส่งมอบพลังงานที่เชื่อถือได้และสร้างกระแสเงินสดที่มั่นคงในระยะยาว

นายอิศรา นิโรภาส ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บ้านปู เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BPP เปิดเผยว่า แนวโน้มความต้องการพลังงานทั่วโลกกำลังเติบโตอย่างก้าวกระโดด สะท้อนชัดจากตลาด ERCOT ในสหรัฐฯ ที่มีการใช้ไฟฟ้าพุ่งสูงถึง 14% ในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2569 โดยมีธุรกิจดาต้าเซ็นเตอร์ (Data Center) เป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ และคาดว่าจะต้องการพลังงานเพิ่มขึ้นถึง 5 เท่าภายในปี 2578 

ดังนั้น การยกระดับ BPP สู่กลุ่มธุรกิจ ‘Power+’ คือการปรับโครงสร้างธุรกิจใหม่ให้พร้อมรองรับดีมานด์พลังงานขนาดใหญ่ระดับ Utility-scale ขณะเดียวกันการจำหน่ายสิทธิการลงทุนบางส่วนใน BKV-BPP ซึ่งดำเนินธุรกิจโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติ Temple I & II ในสหรัฐฯ ช่วยเสริมความแข็งแกร่งทางการเงิน และเพิ่มโอกาสขยายการลงทุนในโครงการพลังงานใหม่ๆ เช่น โครงการระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่เมกะเมาท์ (Megamouth Battery Energy Storage System: BESS) ในรัฐเท็กซัส โดยเป็นโครงการแรกของเราในสหรัฐฯ ที่นอกจากจะเป็นการขยายพอร์ตโฟลิโอเพิ่มในตลาดต่างประเทศ ยังช่วยเติมเต็มห่วงโซ่ธุรกิจไฟฟ้า รวมถึงเพิ่มขีดความสามารถด้านการแข่งขันของกลุ่มบ้านปู ในตลาดพลังงานระดับสากล

ทั้งนี้ BPP แสดงให้เห็นถึงความสามารถในการบริหารจัดการธุรกิจตามห่วงโซ่คุณค่าครบวงจรของธุรกิจไฟฟ้า ตั้งแต่ธุรกิจต้นน้ำถึงปลายน้ำ โดยมีไฮไลต์การดำเนินงานที่สำคัญ ได้แก่

การผลิตไฟฟ้า (Generation) : โรงไฟฟ้าพลังงานความร้อนร่วม (CHP) และโรงไฟฟ้าซานซีลู่กวง (SLG) ในจีน สร้างผลกำไรต่อเนื่องจากการบริหารต้นทุนถ่านหินและการจัดการเชื้อเพลิงอย่างมีประสิทธิภาพ โดยโครงการ Biomass Co-firing ที่โรงไฟฟ้าเจิ้งติ้งได้เริ่มเดินเครื่องเชิงพาณิชย์ (COD) โดยใช้เชื้อเพลิงชีวมวลผสมกับเชื้อเพลิงหลักในอัตราส่วน 10% ขณะที่โรงไฟฟ้า HPC ในสปป. ลาว และ โรงไฟฟ้า BLCP ในไทย ยังรักษาค่าความพร้อมจ่ายไฟ (EAF) ในระดับสูงที่ 85% และ 89% ตามลำดับ รวมถึงธุรกิจไฟฟ้าในสหรัฐฯ มีปริมาณการขายไฟฟ้าเพิ่มขึ้น สอดคล้องกับแนวโน้มการเติบโตของความต้องการใช้ไฟฟ้าในตลาด สำหรับโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์พร้อมระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ (BESS) จินหู เฉียนเฟิง (Jinhu Qianfeng) ที่จีนยังเดินหน้าตามแผน คาดว่าจะเริ่มดำเนินการเชิงพาณิชย์ (COD) ในไตรมาส 3 ปี 2569 นอกจากนี้ ยังมีรายได้ผ่านการขายสิทธิจากการลดการปล่อยคาร์บอน (CEAs) ของโรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วมในจีนจำนวน 130 ล้านบาท

การกักเก็บพลังงาน (Storage) : ขยายพอร์ตโฟลิโอ BESS ทั้งในสหรัฐฯ และญี่ปุ่นเพื่อเสริมเสถียรภาพและความมั่นคงทางพลังงาน (Energy Security) โดยได้ลงทุนในโครงการเมกะเมาท์ (Megamouth) ที่สหรัฐฯ กำลังไฟฟ้า 100 เมกะวัตต์ ความจุพลังงาน 200 เมกะวัตต์ชั่วโมง คาดว่าจะเริ่มดำเนินการเชิงพาณิชย์ (COD) ในปี 2570 สำหรับญี่ปุ่น โครงการอิวาเตะ โตโนะ (Iwate Tono) กำลังไฟฟ้า 14.5 เมกะวัตต์ ความจุพลังงาน 58 เมกะวัตต์ชั่วโมง ได้เชื่อมต่อกับกริดและเริ่มดำเนินการเชิงพาณิชย์แล้วเมื่อไตรมาส 2 ปี 2568 ส่วนโครงการไอสึ (Aizu) และโครงการซึโนะ (Tsuno) กำลังไฟฟ้ารวม 52 เมกะวัตต์ ความจุพลังงานรวม 208 เมกะวัตต์ชั่วโมง และการร่วมทุนกับพันธมิตรเพื่อพัฒนาโครงการคามิกุมิ-โตเกียว (Kamigumi-Tokyo) กำลังไฟฟ้า 2 เมกะวัตต์ ความจุพลังงาน 8 เมกะวัตต์ชั่วโมง ยังคงดำเนินการตามแผนซึ่งคาดว่าจะเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ (COD) ในปี 2571

การซื้อขายพลังงาน (Energy Trading) : มีกำลังการขายไฟรวม 6,593 กิกะวัตต์ชั่วโมงในญี่ปุ่นจากลูกค้าทั้งภาครัฐและเอกชนมากกว่า 2,000 ราย ขณะที่ในสหรัฐฯ บริษัทฯ ได้เริ่มดำเนินธุรกิจซื้อขายไฟฟ้า (Power Trading) ที่อ้างอิงตลาด ERCOT โดยดำเนินการซื้อขายผ่านแพลตฟอร์ม Intercontinental Exchange (ICE) เพื่อสร้างผลตอบแทนจากการซื้อขายสัญญาซื้อขายล่วงหน้า (Proprietary Trading)

นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังคงเดินหน้ากลยุทธ์ Decarbonization ผ่านการร่วมลงทุนในโครงการดักจับและกักเก็บคาร์บอน (Carbon Capture and Storage: CCS) ‘Cotton Cove’ ในสหรัฐฯ ซึ่งมีกำหนดเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ (COD) ในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 ด้วยศักยภาพการกักเก็บคาร์บอนเฉลี่ย 32,000 เมตริกตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี ควบคู่กับการขับเคลื่อนธุรกิจผ่านการลงทุนใน บ้านปู เน็กซ์ เพื่อสนับสนุนการลดการปล่อยคาร์บอนในภาคธุรกิจและอุตสาหกรรมด้วย Net Zero Solutions แบบครบวงจร โดยเดินหน้าสร้างความร่วมมือกับพันธมิตรที่มีศักยภาพ อาทิ อมตะ วีเอ็น และโซลาร์บีเค (SolarBK) เพื่อพัฒนาโครงการโซลาร์บนหลังคากำลังการผลิตรวม 227 เมกะวัตต์ ที่นิคมอุตสาหกรรมอมตะในประเทศเวียดนาม 2 แห่ง

“หลังจากที่ประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นมีมติอนุมัติการควบบริษัทกับบ้านปู ภายในไตรมาส 2 ปี 2569 บริษัทจะเริ่มกระบวนการรับซื้อหุ้นจากผู้ถือหุ้นที่คัดค้าน (dissenting shareholders) และการเรียกประชุมผู้ถือหุ้นร่วมของบริษัทและบ้านปู และภายในไตรมาส 3 ปี 2569 บริษัทจะดำเนินการควบบริษัทและจดทะเบียนบริษัทใหม่และนำหุ้นของบริษัทใหม่เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย" นายอิศรา กล่าว 

โดย BPP ในฐานะกลุ่มธุรกิจ ‘Power+’ ของกลุ่มบ้านปู วางโรดแมปขับเคลื่อนธุรกิจสู่ธุรกิจไฟฟ้าเต็มรูปแบบ (Power Pure-play Platform) ทั่วทั้งเอเชียแปซิฟิกและสหรัฐฯ โดยผสานสินทรัพย์โรงไฟฟ้าพลังงานพื้นฐาน (Base Load Power Plant) อย่างโรงไฟฟ้าพลังงานความร้อน (Thermal Power Plant) ธุรกิจพลังงานหมุนเวียน (Renewables) ระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ (BESS) และธุรกิจการซื้อขายพลังงาน (Energy Trading) เพื่อประสานการทำงานร่วมกันในทุกพอร์ตโฟลิโอ ซึ่งจะช่วยเสริมศักยภาพการแข่งขันและขับเคลื่อนการเติบโตทางธุรกิจของกลุ่มบ้านปูในระยะยาว รวมถึงส่งมอบพลังงานที่มีเสถียรภาพตลอด 24 ชั่วโมงให้แก่ลูกค้ากลุ่ม B2B และ B2G