Phones





SCB WEALTH ถอดรหัส Dollar Reset ชี้กลยุทธ์ลงทุนครึ่งปีหลัง

2026-08-06 19:40:16 109



 
นิวส์ คอนเน็คท์ - SCB WEALTH ประเมินเงินบาทยังเผชิญแรงกดดันให้อ่อนค่า ท่ามกลางแรงกดดันจากราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น ความแตกต่างระหว่างดอกเบี้ยของไทยกับต่างประเทศ และธุรกรรม Carry Trade คาดการณ์เงินบาทอาจอ่อนค่าทะลุระดับ 34 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ แนะนำ Stay Invested ในตลาดหุ้นสหรัฐฯ และตลาดหุ้นเกิดใหม่ ไม่รวมจีน
 
เมื่อวันที่ 6 สิงหาคม 2569 นายวชิรวัฒน์ บานชื่น นักกลยุทธ์ตลาดการเงินอาวุโส SCB Financial Markets (SCB FM) ธนาคารไทยพาณิชย์ เปิดเผยว่า เงินบาทในช่วงปลายเดือน ก.ค. 2569 อ่อนค่าลงค่อนข้างแรงกว่าคาด จากทั้งปัจจัยภายนอกและภายในประเทศ โดยปัจจัยภายนอกมาจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่กลับมารุนแรงขึ้น ส่งผลให้ตลาดกังวลต่ออุปทานน้ำมันและดันราคาน้ำมันดิบโลกปรับขึ้นทะลุ 100 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรล กดดันให้เงินสกุลต่างๆ รวมถึงเงินบาทอ่อนค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯ ขณะที่ปัจจัยในประเทศมาจากแนวโน้มดอกเบี้ยนโยบายไทยที่ยังอยู่ในระดับต่ำและมีโอกาสคงไว้ถึงสิ้นปี แตกต่างจากหลายประเทศในภูมิภาคที่ทยอยปรับขึ้นดอกเบี้ย ส่งผลให้เงินบาทเผชิญแรงกดดันเพิ่มเติมจากกระแสเงินทุนเคลื่อนย้ายและธุรกรรม Carry Trade หรือการกู้ยืมเงินในไทยที่มีอัตราดอกเบี้ยต่ำ ไปลงทุนในประเทศที่มีดอกเบี้ยสูงกว่า
 
“ปกติค่าเงินเยนจะเป็น funding currency ใน Carry Trade เนื่องจากดอกเบี้ยของญี่ปุ่นอยู่ต่ำกว่าประเทศอื่น แต่เวลานี้เงินบาทถูกมองเป็น funding currency ใน Carry Trade มากขึ้น เนื่องจากไทยมีแนวโน้มไม่ขึ้นดอกเบี้ยในปีนี้ ขณะที่ญี่ปุ่นปรับขึ้นดอกเบี้ยมาแล้ว 1 ครั้ง และเตรียมปรับขึ้นอีกครั้ง โดยเมื่อเทียบเงินบาทต่อเงินเยน ก็มีแนวโน้มอ่อนค่าลงเช่นกัน ทำให้คนไทยต้องแลกเงินเยนในราคาแพงขึ้น ดังนั้นหากใครต้องการเดินทางไปญี่ปุ่น ควรทยอยแลกเงินเยนไว้บ้าง” นายวชิรวัฒน์ กล่าว
 
ทั้งนี้ SCB FM ประเมินว่า หากสถานการณ์ตะวันออกกลางไม่รุนแรงไปกว่าที่ตลาดคาดมาก โดยยืดเยื้อภายในช่วงไตรมาสนี้ เงินบาทมีแนวโน้มเคลื่อนไหวในกรอบ 33.50-34.00 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ ในช่วง 1-2 เดือนข้างหน้า แต่หากความขัดแย้งกระทบต่อการขนส่งน้ำมันผ่านทะเลแดงจนทำให้อุปทานน้ำมันโลกหายไปราว 8-10 ล้านบาร์เรลต่อวัน ราคาน้ำมันอาจปรับขึ้นสู่ระดับ 110-120 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรล และกดดันให้เงินบาทอ่อนค่าทะลุ 34 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ ได้
 
ส่วนในระยะยาว มองว่า เงินบาทอาจกลับมาแข็งค่าได้เล็กน้อย หากสงครามจบลงตามคาด โดยมีโอกาสที่ประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์ จะมีท่าทีประนีประนอมในสงครามตะวันออกกลางมากขึ้น เนื่องจากจะมีเลือกตั้งกลางเทอมในเดือน พ.ย. และหากธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ไม่ปรับขึ้นดอกเบี้ย เนื่องจาก Kavin Warsh ผู้ว่าการ Fed คนใหม่ มีการแต่งตั้งคณะทำงาน 5 คณะ พิจารณาการดำเนินการของ Fed ซึ่งอาจมีการพิจารณาดัชนีชี้วัดเงินเฟ้อใหม่ โดยตัดตัวเลขบางตัว เช่น น้ำมัน และอาหาร ที่ทำให้เงินเฟ้อดูลดลงในมุมมองของ Fed ทำให้ไม่จำเป็นต้องปรับขึ้นดอกเบี้ยเร็วอย่างที่คาด โดยประเด็นนี้ยังไม่ถูกตลาดประเมินในราคาและอาจทำให้ Bond yield ของสหรัฐฯ ลดลง ส่งผลให้เงินบาทกลับมาแข็งค่า ในกรอบ 33.00-33.50 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ ได้
 
ด้านนางสาวเกษรี อายุตตะกะ CFP® Head of Investment Research, SCB CIO ธนาคารไทยพาณิชย์ กล่าวว่า ในช่วงครึ่งหลังของปี ปัจจัยที่มีผลต่อการลงทุนมี 3 ประเด็นหลัก ได้แก่ 1. ทิศทางนโยบายการเงินของ Fed, 2. ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ และ 3. ความต่อเนื่องของการลงทุนด้าน AI ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยที่อาจเพิ่มความผันผวนให้ตลาดการเงินโลกได้
ในด้านนโยบายการเงินของ Fed ยังคงมีความไม่แน่นอนในการดำเนินนโยบายอัตราดอกเบี้ย ภายใต้สภาวะเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่มีการเติบโตแบบ K-Shaped ท่ามกลางเงินเฟ้อที่ยังคงอยู่สูง ตลาดการเงินโลกต้องเผชิญกับภาวะดอกเบี้ยสูงยาวนาน และท่าทีของผู้กำหนดนโยบายที่ยังไม่ชัดเจน ขณะที่ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์กลับมาเป็นปัจจัยสำคัญอีกครั้ง ทั้งจากสถานการณ์ตะวันออกกลาง การเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ และนโยบายภาษีการค้าของสหรัฐฯ ซึ่งอาจส่งผลต่อเงินเฟ้อ เศรษฐกิจโลก และผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนและอาจนำไปสู่ความเสี่ยงภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวแต่เงินเฟ้อสูง (Stagflation) หากสถานการณ์รุนแรงกว่าที่ตลาดคาด
 
ทั้งนี้ AI ยังคงเป็นธีมการลงทุนสำคัญสำหรับครึ่งปีหลัง แต่ตลาดจะให้ความสำคัญกับความสามารถในการสร้างรายได้และผลตอบแทนจากเงินลงทุนของบริษัทในกลุ่มผู้ให้บริการคลาวด์รายใหญ่ (Hyperscalers) มากขึ้น โดยเจาะลึกไปถึงผลตอบแทนต่อเงินลงทุน และกระแสเงินสดที่ชัดเจน หลังมีการระดมทุนและใช้จ่ายเงินลงทุนไปเป็นจำนวนมาก ซึ่งการลงทุนบน AI ที่เกิดขึ้น ได้เอื้อให้หุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างมากในช่วงที่ผ่านมา ได้แรงหนุนจากการคาดการณ์อัตราการเติบโตของกำไรที่แข็งแกร่ง ตามอุปสงค์ที่เพิ่มขึ้นมากกว่าอุปทาน อย่างไรก็ตาม ช่วงที่ผ่านมา เริ่มเห็นการสับเปลี่ยนลงทุนออกจากหุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ที่ปรับตัวขึ้นมามาก ทำให้บางตลาดที่มีสัดส่วนหุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์สูง เช่น เกาหลีใต้และไต้หวัน มีความผันผวนในระยะสั้นมากขึ้น
 
สำหรับกลยุทธ์การจัดพอร์ตลงทุน นักลงทุนควร Stay Invested โดยแนะนำให้จัดพอร์ตแบบ Core-Opportunistic เพื่อให้มีทั้งพอร์ตหลัก ที่เน้นความมั่นคง และพอร์ตส่วนเสริม เพื่อจับจังหวะรับผลตอบแทนระยะสั้น และเน้นการกระจายความเสี่ยงผ่านสินทรัพย์ที่หลากหลาย ในส่วนของตราสารหนี้ แนะนำลงทุนในตราสารหนี้สหรัฐฯ ระยะสั้นถึงกลาง และตราสารหนี้ภาคเอกชนสหรัฐฯ Investment Grade ที่งบดุลแข็งแกร่ง ซึ่งยังให้อัตราผลตอบแทนที่น่าสนใจ หลีกเลี่ยงตราสารหนี้ระยะยาว ที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตร มีแนวโน้มเคลื่อนไหวทิศทางเดียวกับตลาดหุ้นมากขึ้น ทำให้ไม่สามารถกระจายความเสี่ยงให้พอร์ตได้ดีเหมือนในอดีต อีกทั้ง ส่วนชดเชยความเสี่ยงจากการถือพันธบัตรระยะยาว (Term Premium) อาจเพิ่มขึ้น จากการที่เงินเฟ้อยังสูง การขาดดุลการคลังของรัฐบาลสหรัฐฯ ที่ค่อนข้างมาก ความกังวลการแทรกแซง Fed โดยเฉพาะช่วงใกล้เลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ และการกู้ยืมเพื่อลงทุนด้าน AI ที่สูง
 
อย่างไรก็ตาม ผู้ที่สนใจลงทุนในธีม AI ควรกระจายการลงทุนไปยังธุรกิจที่ได้รับประโยชน์จากคอขวดในห่วงโซ่อุปทาน AI ต้นน้ำ เช่น เซมิคอนดักเตอร์ รวมทั้ง โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล ศูนย์ข้อมูล ระบบโครงข่ายไฟฟ้า และพลังงานทางเลือก โดย SCB CIO ยังมีมุมมองเชิงบวกต่อตลาดหุ้นสหรัฐฯ โดยแนะนำกลยุทธ์ Active Barbell ที่เน้นหุ้น Quality Growth ซึ่งมีกระแสเงินสดและอำนาจกำหนดราคา และตลาดหุ้นเกิดใหม่ในเอเชีย โดยเฉพาะตลาดที่ได้รับประโยชน์จากคอขวดในห่วงโซ่อุปทาน AI เช่น ตลาดหุ้นเกาหลีใต้ ซึ่งหากพิจารณาคาดการณ์กำไร 12 เดือนข้างหน้าของตลาด ยังมีโอกาสเติบโตสูงอยู่ เพียงแต่ปัจจุบันตลาดปรับลงจากการสับเปลี่ยนกลุ่มลงทุน จากการที่ตลาดมีหุ้นชิปกระจุกตัวสูง
 
ส่วนพอร์ตการลงทุนระยะยาวควรมีกองทุนที่ลงทุนใน กองทุนรวมทองคำเป็นส่วนหนึ่งของการกระจายความเสี่ยง ในสัดส่วนที่สอดคล้องกับความเสี่ยงที่ยอมรับได้ เพราะเป็นสินทรัพย์ที่ปรับตัวสวนทางกับทิศทางดอกเบี้ย และยังคงได้รับแรงหนุนเชิงโครงสร้างจากการเข้าซื้อเพื่อกระจายความเสี่ยงของธนาคารกลางต่างๆ ทั่วโลก ขณะที่นักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้สูง สามารถเพิ่มโอกาสสร้างผลตอบแทนผ่านกองทุนที่ลงทุนใน Mega Forces สำคัญ เช่น กระแส AI การแบ่งขั้วทางภูมิรัฐศาสตร์ และการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานได้