Phones





UOB ชี้ตลาดหุ้นสหรัฐฯสดใสรับลงทุน AI

2026-08-20 20:03:11 107



 
นิวส์ คอนเน็คท์ - ยูโอบีชี้โอกาสลงทุน AI ขยายวงจากชิปสู่โครงสร้างพื้นฐาน คงน้ำหนักหุ้น Overweight เน้นสหรัฐฯ และเอเชียเกิดใหม่ พร้อมลด Duration ตราสารหนี้ หลังเงินเฟ้อยังทรงตัวสูงและคาดเฟดมีแนวโน้มคงดอกเบี้ย ขณะที่ประเมินเศรษฐกิจสหรัฐฯ จะขยายตัว 1.7% ในปี 69
 
เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2569 นายเอเบิล ลิม Head of Deposit and Wealth Management ธนาคารยูโอบี ประเทศไทย (UOB) เปิดเผยว่า วัฏจักรการลงทุนรอบก่อนเกิดขึ้นท่ามกลางต้นทุนเงินทุนต่ำ เงินเฟ้อต่ำ และ การค้าโลกที่มีข้อจำกัดค่อนข้างน้อย แต่เงื่อนไขเหล่านั้นเปลี่ยนไปแล้ว โลกที่ซับซ้อนขึ้นไม่ใช่เหตุผลให้นักลงทุนอยู่ข้างสนาม โดยแนวคิดของธนาคาร คือ Resilience over Perfection นักลงทุนไม่จำเป็นต้องจับจังหวะตลาดให้ถูกทุกครั้ง แต่ควรมีพอร์ตที่สามารถสร้างโอกาสจากการเติบโตระยะยาว ขณะเดียวกันก็รับมือกับความผันผวนได้ ซึ่งหมายถึงการลงทุนอย่างต่อเนื่อง โดยเน้นสินทรัพย์คุณภาพ และ เลือกอย่างมีวินัยว่าจะรับความเสี่ยงตรงไหน
 
ทั้งนี้ ยูโอบีคาดว่า เศรษฐกิจสหรัฐฯ จะขยายตัว 1.7% ในปี 2569 โดยยังได้รับแรงหนุนจากตลาดแรงงาน และ การลงทุน ที่เกี่ยวข้องกับ AI แม้การเติบโตจะเริ่มแตกต่างกันมากขึ้นระหว่างภาคครัวเรือน และ ภาคธุรกิจ ในขณะเดียวกันเงินเฟ้อทั่วไปของสหรัฐฯ จะอยู่ที่ 3.5% สะท้อนแรงกดดันจากราคาพลังงาน และ ภาวะเงินเฟ้อที่มีแนวโน้มอยู่ในระดับสูงกว่าช่วงก่อนการระบาดของโควิด-19 อย่างไรก็ตาม ภายใต้ภาวะดังกล่าวคาดว่า ธนาคารกลางสหรัฐฯ จะคงอัตราดอกเบี้ยตลอดช่วงที่เหลือของปี 2569 และ อาจเริ่มปรับลดดอกเบี้ยในปี 2570 ธนาคารจึงลด Duration ที่เหมาะสมของตราสารหนี้จากเดิม 5–7 ปี เหลือ 4–5 ปี ขณะที่ยังคงมองตราสารหนี้คุณภาพสูงเป็นสินทรัพย์สำคัญในการช่วยสร้างเสถียรภาพให้กับพอร์ต
 
อย่างไรก็ตาม ยูโอบีมองว่าโอกาสลงทุนจากปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI กำลัง ก้าวเข้าสู่ ช่วงใหม่ โดยขยายจากผู้ผลิตเซมิคอนดักเตอร์และบริษัทผู้พัฒนาโมเดล AI ไปสู่โครงสร้างพื้นฐาน ที่จำเป็นต่อการใช้งาน AI ในวงกว้าง ตั้งแต่ ดาต้าเซ็นเตอร์ คลาวด์ ความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ ชิปหน่วยความจำไปจนถึงระบบทำความเย็น การผลิตไฟฟ้า และโครงข่ายไฟฟ้าที่รองรับการประมวลผล
 

โดยท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวยูโอบียังคงน้ำหนักการลงทุนในหุ้นที่ระดับ Overweight ในช่วงครึ่งหลังปี 2569 เน้นตลาดสหรัฐฯ และเอเชียเกิดใหม่ ซึ่งยังได้รับแรงหนุนจากผลประกอบการของภาคธุรกิจและการลงทุนเพื่อรองรับ การเติบโตของ AI ขณะเดียวกัน ยูโอบีปรับลด Duration ของตราสารหนี้ เพื่อรับมือกับภาวะเงินเฟ้อที่ยังทรงตัวสูง และแนวโน้มที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ จะคงอัตราดอกเบี้ยต่อไป
 
ขณะที่ตลาดหุ้นจีนกำลังแยกเป็นสองเรื่อง โดยยูโอบีมองว่าปัจจัยขับเคลื่อนหุ้น A-shares ในตลาดจีนแผ่นดินใหญ่ และ H-shares ในตลาดนอกแผ่นดินใหญ่ กำลังแตกต่างกันชัดเจนขึ้น ซึ่งท่ามกลางการคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจจีนจะเติบโตราว 4.6% โดยมีภาคอุตสาหกรรมและการส่งออกเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ หุ้น A-shares ได้รับแรงสนับสนุนจากนโยบายของรัฐบาลจีนที่มุ่งพัฒนาการผลิตขั้นสูง เซมิคอนดักเตอร์ การพึ่งพาตนเองด้านเทคโนโลยี และแนวคิด “New Quality Productive Forces” ส่วน H-shares มีน้ำหนักของบริษัทแพลตฟอร์มอินเทอร์เน็ตขนาดใหญ่สูงกว่า ซึ่งบางส่วนยังเผชิญแรงกดดันจากการลงทุนด้านทุนในระดับสูงและการแข่งขันที่เข้มข้น
 
ดังนั้น ยูโอบีจึงมองว่าการลงทุนในจีนไม่ควรถูกมองเป็นภาพเดียว แต่ควรใช้แนวทางแบบ Barbell โดยผสมผสานบริษัทที่สอดคล้องกับทิศทางนโยบายอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีของจีน เข้ากับหุ้นนอกแผ่นดินใหญ่ที่มีมูลค่าน่าสนใจและมีโอกาสฟื้นตัวของกำไร
 

สำหรับกลยุทธ์จัดพอร์ตช่วงครึ่งหลังปี 2569 ยูโอบีมียังคงน้ำหนักหุ้นที่ระดับ Overweight เน้นบริษัทคุณภาพที่มีกำไรแข็งแกร่ง และ ยังให้น้ำหนักมากกว่าตลาดกับหุ้นสหรัฐฯ โดยเฉพาะบริษัทที่ได้ประโยชน์จากการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน AI ขณะเดียวกันยังคง Overweight หุ้นเอเชียเกิดใหม่ ซึ่งโอกาสเริ่มขยายจากกลุ่มเทคโนโลยีไปสู่อุตสาหกรรมอื่นตามการฟื้นตัวของกำไร ในส่วนของตราสารหนี้ ยังคงมุมมอง Neutral เน้นตราสารหนี้ระดับ Investment Grade และ ลด Duration เฉลี่ยจาก 5–7 ปี เหลือ 4–5 ปี เพื่อสร้างสมดุลระหว่างอัตราผลตอบแทนที่ยังน่าสนใจกับความเสี่ยงที่ดอกเบี้ยอาจอยู่ในระดับสูงนานกว่าที่คาด
 
ขณะที่ทองคำ ยังคงมุมมอง Neutral โดยราคาในระยะสั้นยังอ่อนไหวต่อทิศทางอัตราดอกเบี้ยและค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ แต่ทองคำยังมีบทบาทเป็นสินทรัพย์กระจายความเสี่ยงเชิงกลยุทธ์ และ สินทรัพย์ปลอดภัยในระยะยาว ยูโอบีให้เป้าหมายราคาทองคำที่ 4,300 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ในไตรมาส 4/2569 และ 4,600 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ในไตรมาส 1/2570 อ้างอิงมุมมอง ณ วันที่ 2 ก.ค. 2569
 
ในส่วนของนักลงทุนไทย มองว่า การกระจายความเสี่ยงในโลกปัจจุบันต้องไปไกลกว่าการถือสินทรัพย์หลายประเภท พอร์ตควรมีแหล่งที่มาของผลตอบแทนที่แตกต่างกัน ทั้งกำไรจากบริษัทคุณภาพ ธีมการเติบโตเชิงโครงสร้าง รายได้จากตราสารหนี้ และ สินทรัพย์ที่ช่วยพยุงพอร์ตได้เมื่อภาวะเศรษฐกิจ หรือ ตลาดเผชิญแรงกดดัน
 
“ในช่วงที่ตลาดมีความไม่แน่นอน นักลงทุนมักอยากรอให้ภาพชัดเจนก่อน แต่ตลาดแทบไม่เคยให้ความแน่นอนก่อนที่จะให้โอกาส สิ่งสำคัญ คือ การลงทุนอย่างต่อเนื่อง กระจายความเสี่ยงอย่างมีเป้าหมาย และ ใช้ความผันผวนเป็นจังหวะสะสมสินทรัพย์คุณภาพ เพราะความแข็งแกร่งของพอร์ตสำคัญกว่าการพยายามคาดการณ์ให้ถูกทุกครั้ง” นายเอเบิล กล่าว