Phones





SCB EIC ชี้วัฏจักรการลงทุน AI โลก หนุนศก.ไทย แต่ฟื้นตัวแบบ K-shaped

2026-09-15 20:14:49 189



 
นิวส์ คอนเน็คท์ - SCB EIC ประเมินเศรษฐกิจไทยปี 69 โต 2.2% และในปี 70 โต 2.1% รับแรงหนุนจากการลงทุนรอบใหม่และการส่งออก โดยเฉพาะจากวัฏจักรการลงทุน AI ของโลก แต่การฟื้นตัวยังอยู่ในลักษณะ K-shaped ที่ชัดเจนขึ้นในหลายมิติ โดยผลประโยชน์กระจุกตัวเพียงบางกลุ่มอุตสาหกรรม กลุ่มธุรกิจ และกลุ่มแรงงาน
 
เมื่อวันที่ 15 กันยายน 2569 นายยรรยง ไทยเจริญ, ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายงานวิจัยเศรษฐกิจและความยั่งยืน, ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB EIC) เปิดเผยว่า SCB EIC ประเมินเศรษฐกิจไทยขยายตัว 2.2% ในปี 2569 และ 2.1% ในปี 2570 โดยได้รับแรงขับเคลื่อนสำคัญจากวัฏจักรการลงทุน AI ของโลก ส่งผลบวกต่อการส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ และการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศในกลุ่มดิจิทัลและเทคโนโลยี อย่างไรก็ตาม แม้เศรษฐกิจไทยจะเติบโตได้ดีขึ้น แต่การฟื้นตัวมีลักษณะ K-shaped ชัดเจนขึ้นในหลายมิติ เนื่องจากการลงทุนและการส่งออกที่ขยายตัวดีมีการพึ่งพาการนำเข้าสูงและเชื่อมโยงสู่เศรษฐกิจในประเทศค่อนข้างจำกัด ทำให้ผลประโยชน์ด้านรายได้และการจ้างงานกระจุกตัวในอุตสาหกรรมและธุรกิจที่เชื่อมโยงกับการส่งออกอิเล็กทรอนิกส์ และการลงทุนจากต่างประเทศเป็นหลัก ขณะที่ครัวเรือนและ SMEs จำนวนมากยังเผชิญความเปราะบางด้านรายได้ หนี้สิน และการเข้าถึงสินเชื่อ
 
ทั้งนี้ เศรษฐกิจไทยยังมีแนวโน้มจะได้ประโยชน์จากวัฏจักรการลงทุนรอบใหม่ที่เกิดขึ้นต่อเนื่อง แต่ผลบวกต่อเศรษฐกิจจะขึ้นกับความสามารถในการสร้างมูลค่าเพิ่มและการสร้างงานในประเทศ รวมถึงการเชื่อมโยงผู้ประกอบการไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานใหม่ ขณะเดียวกันความขัดแย้งในตะวันออกกลาง มาตรการกีดกันการค้าของสหรัฐฯ และความเสี่ยงจาก Super El Niño จะเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่อาจกดดันต้นทุน รายได้ และการบริโภค โดยเฉพาะครัวเรือนและ SMEs ที่เปราะบางอยู่แล้ว
 
ขณะที่การส่งออกสินค้ายังเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจไทยในปี 2569 โดยเฉพาะสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ที่ได้รับแรงหนุนจากวัฏจักรการลงทุนด้าน AI ของโลก ขณะที่การลงทุนภาคเอกชนขยายตัวดีตามการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศโดยเฉพาะในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล อย่างไรก็ดี เศรษฐกิจไทยยังได้รับประโยชน์จำกัด เนื่องจากธุรกิจกลุ่มนี้พึ่งพาการนำเข้าสินค้าทุน วัตถุดิบและสินค้าขั้นกลางในสัดส่วนที่สูง ขณะที่ความเชื่อมโยงกับผู้ประกอบการไทยและแรงงานไทยยังมีไม่มาก การขยายตัวของการส่งออกและการลงทุนที่พึ่งพาการนำเข้าสูงจึงไม่ได้ส่งผ่านเป็นมูลค่าเพิ่มต่อเศรษฐกิจ การจ้างงาน และรายได้ในประเทศอย่างเต็มที่
 
อย่างไรก็ตาม ในช่วงครึ่งหลังของปี การบริโภคภาคเอกชนมีแนวโน้มชะลอลงตามรายได้แรงงานที่ฟื้นตัวช้า ภาระหนี้ครัวเรือนสูง และข้อจำกัดในการเข้าถึงสินเชื่อ โดยมาตรการภาครัฐโดยเฉพาะวงเงินส่วนที่เหลือภายใต้ พ.ร.ก. กู้เงิน 4 แสนล้านบาทในส่วน 2 แสนล้านบาทแรกจะช่วยประคองกิจกรรมทางเศรษฐกิจและลดภาระค่าครองชีพในช่วงที่เหลือของปีนี้ ขณะที่วงเงินในส่วน 2 แสนล้านบาทหลังที่เกี่ยวข้องกับโครงการเกี่ยวกับการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานจะทยอยเบิกจ่ายสู่ระบบเศรษฐกิจมากขึ้นในปี 2570
 
ทั้งนี้ SCB EIC มองว่าการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยในรอบนี้มีลักษณะ K-shaped ชัดเจนขึ้น ทั้งในมิติประเภทธุรกิจ ขนาดกิจการ ตลาดแรงงานและครัวเรือน โดยแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจกระจุกตัวในกลุ่มธุรกิจที่เชื่อมโยงกับการลงทุน เทคโนโลยี และตลาดต่างประเทศ ขณะที่ SMEs และธุรกิจที่พึ่งพาอุปสงค์ในประเทศ แรงงานส่วนใหญ่โดยเฉพาะแรงงานนอกระบบ และครัวเรือนรายได้น้อยยังฟื้นตัวช้ากว่า
 
SCB EIC มองว่าความแตกต่างของการฟื้นตัวนี้อาจกลายเป็นข้อจำกัดสำคัญต่อเศรษฐกิจไทย หากแรงส่งจากการลงทุนและการส่งออกยังไม่สามารถเปลี่ยนเป็นการจ้างงาน รายได้ และกำลังซื้อในประเทศได้มากขึ้น ก็อาจทำให้การขยายตัวทางเศรษฐกิจชะลอตัวลงได้อีกและเกิดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ ดังนั้น การเปลี่ยนจากการฟื้นตัวแบบ K-shaped ไปสู่การเติบโตที่ทั่วถึงและยั่งยืนขึ้น (Broad-based recovery) จำเป็นต้องดำเนินการควบคู่กัน 3 ด้าน คือ 1. ยกระดับเครื่องยนต์การเติบโตใหม่ของประเทศ โดยใช้โอกาสจากกระแสเงินลงทุนต่างชาติ (FDI) ในการเพิ่มมูลค่าเพิ่มภายในประเทศ ผ่านการดึงดูดกิจกรรมมูลค่าสูง การพัฒนาเทคโนโลยี และการยกระดับทักษะแรงงานให้สอดคล้องกับความต้องการของเศรษฐกิจยุคใหม่, 2. เชื่อมผลประโยชน์สู่เศรษฐกิจวงกว้าง ผ่านการสร้างความเชื่อมโยงระหว่าง FDI และบริษัทขนาดใหญ่ กับ SMEs ไทย เพื่อให้ผู้ประกอบการไทยเข้าร่วมในห่วงโซ่อุปทานใหม่ได้มากขึ้น และ 3. ช่วยเหลือกลุ่มที่ยังปรับตัวไม่ทันในช่วงเปลี่ยนผ่าน โดยยกระดับศักยภาพของกลุ่มที่ยังแข่งขันได้ และมีกลไกรองรับที่เหมาะสมกับกลุ่มเปราะบาง เพื่อให้สามารถปรับตัวได้อย่างราบรื่น
 

สำหรับเศรษฐกิจไทยปี 2570 SCB EIC คาดว่าจะขยายตัว 2.1% แม้ยังได้รับแรงสนับสนุนจากการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ AI และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล รวมถึงเม็ดเงินลงทุนภาครัฐบางส่วนด้านการเปลี่ยนผ่านพลังงานที่จะเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจมากขึ้น อย่างไรก็ดี เศรษฐกิจไทยยังมีแนวโน้มขยายตัวต่ำกว่าศักยภาพ จากข้อจำกัดของแรงขับเคลื่อนเดิม ทั้งการบริโภคภาคเอกชนที่ฟื้นตัวช้าตามรายได้และกระบวนการ Debt Deleveraging ของภาคครัวเรือน ความเปราะบางของ SMEs และข้อจำกัดด้าน Policy space ของภาครัฐ ขณะที่แรงขับเคลื่อนใหม่จากการลงทุนต่างชาติยังต้องการเวลาในการทำตามเงื่อนไขส่งเสริมการลงทุนเชื่อมโยงผู้ประกอบการไทย เพิ่มการใช้วัตถุดิบและบริการในประเทศ และยกระดับศักยภาพแรงงาน เพื่อเพิ่มมูลค่าให้เศรษฐกิจไทยมากขึ้น
 
อย่างไรก็ตาม ในระยะข้างหน้า เศรษฐกิจไทยยังเผชิญความเสี่ยงสำคัญจาก 1. มาตรการภาษีนำเข้าเพิ่มเติมของสหรัฐฯ โดยเฉพาะประเด็น Excess capacity และ Transshipment, 2. Super El Niño อาจกระทบต่อผลผลิตเกษตร ส่งผลต่อรายได้ภาคเกษตรและกำลังซื้อในส่วนภูมิภาค รวมถึงสร้างแรงกดดันด้านสูงต่อราคาสินค้าหมวดอาหาร, 3. ความผันผวนจากปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์และราคาพลังงานโลก และ 4. ความเปราะบางของรายได้ครัวเรือนและ SMEs ซึ่งอาจกดดันการบริโภคและธุรกิจที่พึ่งพากำลังซื้อภายในประเทศ
 
ขณะที่ SCB EIC ประเมินว่า กนง. มีแนวโน้มคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1% จนถึงสิ้นปี 2570 เนื่องจากเศรษฐกิจไทยยังขยายตัวต่ำกว่าระดับศักยภาพและไม่ทั่วถึง อัตราเงินเฟ้อทั่วไปยังมีที่มาจากปัจจัยด้านอุปทานเป็นหลัก ทั้งราคาพลังงานและราคาอาหารสด โดยคาดว่าเงินเฟ้อจะทยอยลดลงในช่วงที่เหลือของปี 2569 เฉลี่ยทั้งปีอยู่ภายในกรอบเงินเฟ้อ แม้อัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทยจะอยู่ในระดับต่ำที่สุดในกลุ่ม Emerging Markets แต่ภาวะการเงินไทยยังค่อนข้างตึงตัว ส่วนหนึ่งจากแรงกดดันภาวะการเงินโลกที่ตึงตัวขึ้นผ่าน Bond yields ที่สูงขึ้นในหลายประเทศ ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยสูงขึ้นบ้าง ซึ่งกระทบต่อต้นทุนการกู้ยืมของภาครัฐและเอกชน
 
นอกจากนี้ กลุ่มลูกหนี้รายย่อยและ SMEs ยังเผชิญภาวะสินเชื่อตึงตัวตามความเสี่ยงด้านคุณภาพหนี้และความสามารถในการชำระหนี้ที่ยังอ่อนแอ มองไปข้างหน้า มาตรการทางการเงินเฉพาะจุด ทั้งมาตรการปรับโครงสร้างหนี้และมาตรการสนับสนุนการเข้าถึงสินเชื่อของ SMEs ควบคู่กับมาตรการเพิ่มความสามารถในการสร้างรายได้และผลิตภาพ จะมีบทบาทสำคัญในการเพิ่มสภาพคล่องและสนับสนุนการสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของ SME ไทย