เมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม 2569 นายศรชัย สุเนต์ตา, CFA Deputy Head of High Net Worth and Affluent Banking ธนาคารไทยพาณิชย์ เปิดเผยว่า ปัจจัยเสี่ยงหลักที่มีผลต่อการลงทุนยังต้องจับตา ได้แก่ ความไม่แน่นอนด้านภูมิรัฐศาสตร์ โดยความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่ยืดเยื้อ เป็นความเสี่ยงที่อาจทำให้เกิดภาวะช็อกด้านอุปทาน ซึ่งไม่เพียงสร้างความผันผวนต่อตลาดการเงิน แต่ยังทำให้เงินเฟ้อโลกทรงตัวอยู่ในระดับสูงนานกว่าที่ตลาดคาด
นอกจากนี้ ยังมีความเสี่ยงจาก AI disruption แม้ AI ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ แต่ทำให้ความต่างของผลตอบแทนระหว่างบริษัทมีมากขึ้น จึงอาจสร้างแรงกดดันต่ออัตรากำไรในกลุ่มธุรกิจที่พึ่งพาแรงงานสูงและกลุ่มซอฟต์แวร์ ควบคู่กับความท้าทายเรื่องคอขวดของโครงสร้างพื้นฐานกายภาพและพลังงาน ที่อาจเติบโตไม่ทันรองรับกระแส AI และความเสี่ยงจากความยั่งยืนทางการคลังของสหรัฐฯ เนื่องจากการขาดดุลที่เรื้อรังและภาระหนี้ภาครัฐที่ยังอยู่สูง ทำให้นักลงทุนกังวลและเรียกร้องส่วนชดเชยความเสี่ยง (term premium) สูงขึ้น ซึ่งจะทำให้ อัตราผลตอบแทนพันธบัตร (Bond yield) ระยะยาวเพิ่มขึ้น ส่งผลให้เส้นอัตราผลตอบแทนพันธบัตร (Yield curve) ชันขึ้น
ส่วนกลยุทธ์ลงทุนในตลาดหุ้นผ่านกองทุนรวม แนะนำให้เน้นคัดเลือกหุ้นเชิงรุกในกลุ่ม หุ้นคุณภาพสูง (Quality) ควบคู่การมองหาโอกาสในธีม AI ที่ขยายสู่กลุ่มโครงสร้างพื้นฐาน และเฮลธ์แคร์ แต่ควรระมัดระวังการลงทุนในหุ้นขนาดเล็กที่ยังเผชิญแรงกดดันจากต้นทุนการเงิน ในภาวะที่อัตราดอกเบี้ยยังทรงตัวระดับสูง โดยควรเน้นบริษัทที่มีงบดุลแข็งแกร่ง มีกระแสเงินสดมั่นคง และมีอำนาจในการกำหนดราคา เพื่อรับมือกับแรงกดดันด้านเงินเฟ้อและภาวะการเงินที่ตึงตัว ด้านการลงทุนใน ธีม AI ปัจจุบันนักลงทุนเริ่มเจาะลึกและคัดกรองบริษัทมากขึ้น ทำให้บริษัทที่สามารถนำ AI มาประยุกต์ใช้จนสร้างรายได้เพิ่มขึ้นได้จริงกลายเป็นเป้าหมายหลักในการเฟ้นหาหุ้นเชิงรุก