Phones





NER ไต่เพดาน "นิวไฮ"

2021-12-08 11:01:53 1805



NER ไต่เพดาน "นิวไฮ" (สกู๊ปพิเศษ)


เติบโตแข็งแกร่งและต่อเนื่อง แถมยังสร้างสถิติใหม่ (นิวไฮ) ต่อเนื่องเช่นกัน สำหรับ บริษัท นอร์ทอีส รับเบอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ NER ผู้ดำเนินธุรกิจผลิตและจำหน่ายยางแผ่นรมควัน ยางแท่ง และยางผสม เพื่อจำหน่ายไปยังผู้ผลิตในอุตสาหกรรมยานยนต์ และกลุ่มผู้ค้าคนกลาง ทั้งในและต่างประเทศ 

โดยผลดำเนินงานงวดไตรมาส 3/2564 สิ้นสุดวันที่ 30 ก.ย. 64 เทียบงวดเดียวกันปีก่อน มีกำไรสุทธิ 440.30 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 287.99 ล้านบาท คิดเป็น 189.07% โดยมีรายได้จากการขายรวม 7,153.07 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2,816.27 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 64.94% ขณะที่งวด 9 เดือน (ม.ค.-ก.ย.64) มีกำไรสุทธิ 1,245.63 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 808.52 ล้านบาท หรือ 184.97% คิดเป็นกำไรต่อหุ้น 0.76 บาท มีรายได้จากการขายรวม 18,405.71 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 8,422.16 ล้านบาท หรือ 84.36% แบ่งเป็น รายได้จากการขายในประเทศ 11,741.08 ล้านบาท สัดส่วน 63.79% ของยอดขายรวม เพิ่มขึ้น 5,692.86 ล้านบาท หรือ 94.12% และ รายได้จากการขายต่างประเทศ 6,664.63 ล้านบาท สัดส่วน 36.21% ของยอดขายรวม เพิ่มขึ้น 2,729.30 ล้านบาท หรือ 69.35% 

นายชูวิทย์ จึงธนสมบูรณ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร NER เผยว่า สำหรับภาพรวมธุรกิจของปี 64 บริษัทตั้งเป้ารายได้ที่ 2.45 หมื่นล้านบาท และปริมาณขายที่ 4.4 แสนตัน เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าที่มีจำนวนเพิ่มมากขึ้น และรองรับกลุ่มลูกค้าจาก จีน สิงคโปร์ อินเดีย และ กำลังซื้อจากภายในประเทศ อีกทั้งปัจจุบันบริษัทมีออเดอร์ล่วงหน้าไปถึงปี 65 แล้ว


นอกจากนี้ บริษัทคาดการณ์ว่าจะเห็นภาพรวมความต้องการใช้ยางพาราทั่วโลกเติบโตอย่างต่อเนื่องในปี 65 จากความต้องการใช้ยางพาราในอุตสาหกรรมยานยนต์ และการขนส่ง ทั้งนี้ ทั่วโลกให้ความสนใจต่อประเด็นการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ด้วยการลดและงดใช้ยานยนต์ที่ใช้เครื่องยนต์สันดาปภายใน ที่เป็นตัวการสำคัญของก๊าซเรือนกระจก ไปสู่การใช้ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ที่ใช้พลังงานสะอาด และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ทำให้ยอดขายรถยนต์พลังงานใหม่ ซึ่งรวมถึงรถยนต์ไฟฟ้าแบบใช้แบตเตอรี่ รถยนต์ไฟฟ้าแบบไฮบริด และรถยนต์พลังงานเซลส์เชื้อเพลิงไฮโดรเจนทั่วโลกมียอดขายที่เพิ่มขึ้น

สำหรับภาพรวมธุรกิจปี 65 บริษัทมั่นใจว่ายอดขายจะทำได้ 28,000 ล้านบาท บนปริมาณการขาย 500,000 ตัน ตามเป้าหมายที่วางไว้ เนื่องด้วยกำลังการผลิตล่าสุดของบริษัทปรับเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 510,000 ตัน เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ขณะที่ราคายางประเมินว่ามีแนวโน้มจะเพิ่มขึ้นได้ต่อเนื่อง ตามความต้องการในระดับสูง โดยคาดการณ์ราคาไว้ที่ 65-70 บาท/กิโลกรัม 

ล่าสุด ในงานบริษัทจดทะเบียนพบนักลงทุน หรือ Opportunity Day จัดโดยตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ผู้บริหาร NER ให้ข้อมูลว่า บริษัทได้จัดทำงบลงทุนสำหรับปี 65 ไว้ประมาณ 240 ล้านบาท โดย 100 ล้านบาทแรก จะใช้ลงทุนด้านพลังงานทดแทนแสงอาทิตย์ (โซลาร์) นำมาทดแทนพลังงานที่บริษัทต้องซื้อ เพื่อช่วยประหยัดต้นทุนบริษัท และ 40 ล้านบาท ลงทุนด้านหุ่นยนต์เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและความรวดเร็วในการผลิต เพื่อหนุนยอดขายที่จะเติบโตอย่างต่อเนื่อง ส่วนที่เหลืออีก 100 ล้านบาท บริษัทจะนำไปใช้ในการสร้างศูนย์วิจัยและพัฒนา (R&D) ในกลุ่มผลิตภัณฑ์ปลายน้ำหรือผลิตภัณฑ์สำเร็จรูปตามนโยบายบริษัท เพื่อที่จะรุกสินค้าในกลุ่มนี้เพิ่มมากขึ้น เพราะกลุ่มดังกล่าวสร้างมูลค่าให้กับบริษัทได้มากกว่าธุรกิจต้นน้ำ


โดยในส่วนของธุรกิจปลายน้ำ (แผ่นปูนอนรองวัว) บริษัทได้เข้ามาเน้นเพิ่มยอดขายสินค้าภายใต้แบรนด์ cattleFlex จำนวน 4 รุ่น ได้แก่ รุ่น Pro พรีเมียมระดับมาตรฐานยุโรป, รุ่น Tuf ทนทานในราคาที่จับต้องได้, รุ่น Calf พิเศษสำหรับลูกวัว และ รุ่น Move สำหรับทางเดินในฟาร์มปศุสัตว์ ซึ่งในส่วนของแผนงานผลิตภัณฑ์แผ่นปูนอนรองวัว ยังเป็นไปตามแผนงาน คาดว่าจะติดตั้งเครื่องจักรได้แล้วเสร็จในเดือน ก.พ. 65 มีปริมาณการขาย 280,000 แผ่น คิดเป็นรายได้ประมาณ 500 ล้านบาท โดยปัจจุบันบริษัทอยู่ระหว่างทำการเจราจากับกลุ่มประเทศต่างๆ ให้เป็นตัวแทนการจำหน่ายสินค้า (Distributer) ซึ่งในเฟสแรกมีทั้งหมด 13 ประเทศ

ด้านฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.หยวนต้า (ประเทศไทย) เผยว่า ทางฝ่ายได้ประเมินกำไรงวดไตรมาส 4/64 ของ NER ไว้ที่ 580-600 ล้านบาท พร้อมคาดว่ากำไรสุทธิงวดปี 65 จะเติบโตได้ต่อเนื่อง จากการรวมธุรกิจแผ่นรองนอนสัตว์ไว้ในประมาณการ ปัจจุบัน NER ซื้อขายด้วย PER64 เพียง 6.3 เท่า ผลตอบแทนจากเงินปันผลเฉพาะส่วนของครึ่งปีหลังสูงถึง 4.9% (คาด 0.36 บาท/หุ้น) ใช้วิธี SOTP ในการประเมินมูลค่าแยกส่วนระหว่างธุรกิจเดิม (กลางน้ำ) และธุรกิจใหม่ (ปลายน้ำ) ได้ราคาเหมาะสมสิ้นปี 65 ที่ 12.00 บาท คงคำแนะนำ "ซื้อ"