Phones





SCB EIC แนะอุตฯอิเล็กทรอนิกส์ไทยรับมือความเสี่ยงภาษีชิป AI ของสหรัฐฯ

2026-01-27 19:25:43 107



 
นิวส์ คอนเน็คท์ – SCB EIC มองอุปทานโลกอลหม่าน หลังเดินหน้าออกประกาศใหม่เรียกเก็บภาษีนำเข้า 25% กับชิป AI บางประเภทการปรับขึ้นภาษีชิปขั้นสูงของสหรัฐฯ คาดว่าจะส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานชิปโลก แนะผู้ประกอบการกลุ่มอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ไทยเร่งปรับกลยุทธ์ธุรกิจรับมือความเสี่ยง
 
เมื่อวันที่ 27 มกราคม 2569 นางสาวจิรภา บุญพาสุข นักวิเคราะห์ ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB EIC) เปิดเผยว่า จากกรณีที่สหรัฐฯ ประกาศเก็บภาษีนำเข้าชิปขั้นสูงบางประเภทและผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้อง 25% ตามมาตรา 232 จากทุกประเทศซึ่งรวมถึงไทย มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 15 ม.ค. 2569 โดยมีเป้าหมายสำคัญที่จะสนับสนุนห่วงโซ่อุปทานการผลิตชิปในประเทศมากขึ้น และลดการพึ่งพาการนำเข้าชิปจากต่างประเทศโดยเฉพาะชิปขั้นสูงนั้น
 
โดยมองว่าการปรับขึ้นภาษีดังกล่าวจะส่งผลกระทบต่อสินค้าชิปขั้นสูงเฉพาะในกลุ่มชิปประสิทธิภาพสูง ซึ่งจะต้องมีค่าประสิทธิภาพการประมวลผลหรือ Total Processing Performance (TPP) และ DRAM Bandwidth สูงตามเกณฑ์ที่กำหนด ตัวอย่างเช่น ชิป H200 ของ Nvidia และ MI325X ของ AMD ซึ่งใช้สำหรับการประมวลผลขั้นสูงในอุตสาหกรรม ไฮเทคต่าง ๆ อย่างไรก็ดี การเก็บภาษีนำเข้าชิปขั้นสูงในระยะแรกนั้นยังคงมีข้อยกเว้นภาษีเป็น 0% บางกรณี สำหรับกลุ่มชิปขั้นสูงที่ไม่เข้าเกณฑ์ เช่น การนำไปใช้ใน U.S. Data centers, R&D และสำหรับใช้ในบริษัท Startup เป็นต้น
 
นอกจากนี้ การปรับขึ้นภาษีชิปขั้นสูงคาดว่าจะส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานการผลิตสินค้าในกลุ่มสินค้าเซมิคอนดักเตอร์ของโลกอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากปัจจุบันสหรัฐฯ พึ่งพาการผลิตชิปจากต่างประเทศสูง ท่ามกลางความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ที่นับวันจะยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้นและอาจส่งผลให้อุปทานโลกสะดุดลง ทำให้สหรัฐฯ ต้องเร่งใช้มาตรการภาษีเพิ่มเติมควบคู่กับกฎหมาย CHIPS Act เพื่อดึงฐานการผลิตกลับสู่ประเทศมากขึ้น โดย SCB EIC มองว่าการปรับขึ้นภาษีครั้งนี้จะส่งผลให้ต้นทุนการผลิตชิปโลกปรับตัวสูงขึ้น และเกิดการปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทานชิปใหม่ให้มีการขยายการลงทุนไปยังตลาดสหรัฐฯ มากขึ้นจากแรงกดดันของมาตรการภาษี
 

ทั้งนี้ ประเทสไทยอาจได้รับผลกระทบจากการปรับขึ้นภาษีชิปในหลายมิติ ทั้งด้านการค้าและการลงทุน ดังนี้ 1. ด้านการค้า การส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ของไทยไปตลาดสหรัฐฯ ยังคงได้รับผลกระทบค่อนข้างจำกัด เนื่องจากประเภทของชิป (HS Code 8541) ที่ไทยส่งออกส่วนใหญ่เป็นชิปที่ใช้ในสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ทั่วไป ซึ่งยังได้รับสิทธิภาษี 0% และสินค้าไทยที่มีพิกัดศุลกากรตรงกับที่สหรัฐฯ ระบุ (HS code 8471.50, 8471.80 และ 8473.30) ยังไม่เข้าเกณฑ์ "ชิปขั้นสูง" ที่ถูกเรียกเก็บภาษี อย่างไรก็ตาม มองไปข้างหน้าไทยอาจได้รับผลกระทบทางอ้อมจากการส่งออกชิ้นส่วนที่เกี่ยวเนื่องไปยังประเทศคู่ค้าสำคัญอื่น ๆ เช่น จีน, ไต้หวัน และญี่ปุ่น เป็นต้น
 
2. ด้านการลงทุน การปรับขึ้นภาษีชิปของสหรัฐฯ อาจส่งผลกระทบต่อการลงทุนของไทย แม้ว่าไทยยังคงเป็นแหล่งลงทุนในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ที่ดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากต่างชาติได้ดีต่อเนื่องในช่วงที่ผ่านมา สะท้อนได้จากข้อมูลล่าสุดในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2568 ที่มีต่างชาติเข้ามาขอรับการส่งเสริมการลงทุนในอุตสาหกรรม E&E ราว 21% ของการลงทุนทั้งหมด หรือมีมูลค่าการลงทุนสูงถึง 181,670 ล้านบาท แต่มาตรการภาษีที่มีเป้าหมายเพื่อดึงฐานการผลิตกลับสหรัฐฯ อาจสร้างความผันผวนต่อห่วงโซ่อุปทานชิปโลก ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อเนื่องมายังแนวโน้มการลงทุนในอาเซียนรวมถึงการลงทุนในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ในไทย ยิ่งไปกว่านั้น การปรับขึ้นภาษีชิปขั้นสูงอาจส่งผลให้ราคาชิป AI โลกพุ่งขึ้นในระยะสั้น ซึ่งอาจส่งผลกระทบมายังอุตสาหกรรม Data center ที่เข้ามาขยายการลงทุนในไทยอาจต้องแบกรับต้นทุนโครงสร้างพื้นฐาน AI ที่สูงขึ้น
 
อย่างไรก็ตาม SCB EIC มองว่า ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ไทยที่เกี่ยวข้องต้องเร่งปรับกลยุทธ์การดำเนินธุรกิจเพื่อเตรียมรับมือกับความเสี่ยงที่เกิดขึ้น เพื่อเพิ่มศักยภาพการแข่งขันและรักษาบทบาทในห่วงโซ่อุปทานชิปโลก โดยในระยะสั้น ผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้องจะต้องมีการจัดทำแผนประเมินความเสี่ยงในกลุ่มสินค้าตามพิกัดศุลกากรที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบจากการปรับขึ้นภาษีชิปของสหรัฐฯ ทั้งทางตรงและทางอ้อม พร้อมกระจายความเสี่ยงไปยังตลาดในเอเชียที่มีศักยภาพมากขึ้น เพื่อลดการพึ่งพาสหรัฐฯ เช่น อาเซียน, ญี่ปุ่น และไต้หวัน เป็นต้น
 
สำหรับในระยะยาว แม้ไทยจะยังคงผลิตชิปต้นน้ำได้ค่อนข้างจำกัด แต่ไทยก็มีข้อได้เปรียบจากการเป็นฐานการประกอบสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ที่แข็งแกร่ง ดังนั้น ภาครัฐและเอกชนควรร่วมมือกันเร่งส่งเสริมการพัฒนาแรงงานที่มีทักษะสูงที่สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงานควบคู่ไปกับการส่งเสริมการลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนาเพื่อผลักดันให้เกิดการผลิตสินค้าต้นน้ำที่มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งจะนำไปสู่การสร้างห่วงโซ่อุปทานการผลิตที่แข็งแกร่งเพื่อดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากต่างประเทศได้ในอนาคต