Phones





ยูโอบี ร่วมกับ Baker McKenzie ส่งต่อความมั่งคั่งข้ามรุ่น

2026-08-06 13:15:13 27



 
นิวส์ คอนเน็คท์ - ยูโอบี ประเทศไทย ร่วมกับที่ปรึกษากฎหมาย Baker McKenzie จัดสัมมนา “Beyond Wealth Legacy and Strategy” ภายใต้โครงการ The Business Circle เพื่อแบ่งปันมุมมองด้านกฎหมาย ภาษี และการบริหารความมั่งคั่งสำหรับธุรกิจครอบครัวไทย
 
เมื่อวันที่ 6 สิงหาคม 2569 นางวีระอนงค์ จิระนคร ภู่ตระกูล กรรมการผู้จัดการ Deputy CEO และ Wholesale Banking ธนาคารยูโอบี ประเทศไทย เปิดเผยว่า ธุรกิจครอบครัวไทยจำนวนมากประสบความสำเร็จในการสร้างการเติบโตและขยายกิจการ แต่เมื่อก้าวเข้าสู่ช่วงเปลี่ยนผ่านสู่คนรุ่นถัดไป หลายครอบครัวเริ่มเผชิญโจทย์ใหม่ที่ซับซ้อนมากขึ้น ทั้งด้านการบริหารธุรกิจ ความมั่งคั่ง และบทบาทของสมาชิกในครอบครัว ธนาคารยูโอบี จึงมุ่งสร้างพื้นที่แลกเปลี่ยนองค์ความรู้และเชื่อมโยงผู้เชี่ยวชาญจากหลากหลายสาขา ผ่านโครงการ The Business Circle เพื่อสนับสนุนให้ผู้ประกอบการสามารถเตรียมความพร้อมสำหรับการเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญนี้ได้อย่างมั่นใจ และสร้างรากฐานที่แข็งแกร่งสำหรับการเติบโตจากรุ่นสู่รุ่น
 
ด้านดร.ปริมญดา ดวงรัตน์ ทนายความหุ้นส่วน Baker McKenzie กล่าวว่า จากประสบการณ์ในการให้คำปรึกษาแก่ธุรกิจครอบครัว เราพบว่าความท้าทายในการส่งต่อความมั่งคั่งมักไม่ได้อยู่ที่เรื่องทรัพย์สินเพียงอย่างเดียว แต่เกี่ยวข้องกับการเตรียมความพร้อมในหลายมิติ ทั้งโครงสร้างการถือครองทรัพย์สิน การบริหารความเสี่ยงทางกฎหมายและภาษี ตลอดจนการสร้างความเข้าใจร่วมกันระหว่างสมาชิกในครอบครัว การวางแผนล่วงหน้าอย่างรอบด้านจะช่วยลดความไม่แน่นอนและความขัดแย้งที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต พร้อมวางรากฐานให้ธุรกิจเติบโตอย่างมั่นคง ควบคู่ไปกับการรักษาความสัมพันธ์และความสามัคคีภายในครอบครัว
 
ทั้งนี้ จุดเริ่มต้นของการส่งต่อความมั่งคั่งคือการจัดโครงสร้างการถือครองธุรกิจและทรัพย์สินให้ชัดเจนและเหมาะสมกับเป้าหมายระยะยาวของครอบครัว หนึ่งในเครื่องมือที่ได้รับความสนใจมากขึ้น คือการจัดตั้ง “บริษัทโฮลดิ้งครอบครัว (Family Holding Company)” เพื่อรวบรวมการถือครองหุ้นในกิจการและทรัพย์สินประเภทต่าง ๆ ไว้ภายใต้โครงสร้างเดียว โครงสร้างดังกล่าวช่วยลดความเสี่ยงที่หุ้นและทรัพย์สินจะถูกแบ่งแยกหรือกระจัดกระจายเมื่อส่งต่อไปยังสมาชิกหลายคนในรุ่นถัดไป อีกทั้งช่วยให้ครอบครัวสามารถกำหนดสิทธิในการถือหุ้น อำนาจการบริหาร และกระบวนการตัดสินใจได้ชัดเจนขึ้น
 
ในด้านภาษี หากบริษัทโฮลดิ้งถือหุ้นในบริษัทอื่นตั้งแต่ 25% ขึ้นไป เงินปันผลที่ได้รับอาจได้รับยกเว้นภาษีภายใต้เงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด ช่วยให้ครอบครัวสามารถนำเงินปันผลไปลงทุนต่อได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น สำหรับการวางแผนภาษีมรดก การประเมินมูลค่าหุ้นของบริษัทนอกตลาดหลักทรัพย์อาจอ้างอิงมูลค่าทางบัญชี หรือ Book Value ตามหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้อง ทำให้โครงสร้างบริษัทโฮลดิ้งอาจเพิ่มความยืดหยุ่นในการวางแผนส่งต่อทรัพย์สินในระยะยาว
 
สำหรับครอบครัวที่มีสินทรัพย์หรือสมาชิกอยู่ในหลายประเทศ “ทรัสต์ในต่างประเทศ (Offshore Trust)” เป็นอีกเครื่องมือในการบริหารและปกป้องทรัพย์สิน เมื่อทรัพย์สินถูกโอนเข้าไปอยู่ภายใต้ทรัสต์ กรรมสิทธิ์ตามกฎหมายจะอยู่ภายใต้การบริหารของทรัสต์ตามโครงสร้างและเงื่อนไขที่กำหนดไว้ เครื่องมือนี้อาจช่วยแยกทรัพย์สินออกจากผู้ก่อตั้งในทางกฎหมาย ลดความเสี่ยงจากข้อพิพาท เจ้าหนี้ หรือเหตุการณ์ไม่คาดคิดที่อาจกระทบต่อทรัพย์สินของครอบครัว อีกทั้งยังสามารถกำหนดเงื่อนไขการจ่ายผลประโยชน์ให้แก่ผู้รับประโยชน์ เช่น การทยอยจ่ายเมื่อถึงอายุที่กำหนด เพื่อช่วยลดความเสี่ยงจากการบริหารทรัพย์สินที่ยังขาดประสบการณ์ ทั้งนี้ การจัดตั้งทรัสต์ต้องพิจารณากฎหมาย ภาษี และข้อกำหนดของแต่ละประเทศอย่างรอบคอบ
 
อย่างไรก็ตาม แม้ครอบครัวจะมีจัดโครงสร้างการถือครองทรัพย์สินที่เหมาะสมแล้ว แต่การส่งต่อความมั่งคั่งอาจสะดุดได้ หากขาดกลไกจัดการความเสี่ยงด้านกฎหมายและความสัมพันธ์ระหว่างผู้ถือหุ้น โดยหนึ่งในความเสี่ยงที่พบได้บ่อย คือภาวะชะงักงันในการตัดสินใจ หรือ Deadlock ซึ่งอาจเกิดขึ้นเมื่อผู้ถือหุ้นมีสัดส่วนหรืออำนาจใกล้เคียงกัน แต่ไม่สามารถหาข้อสรุปร่วมกันได้ หากข้อบังคับบริษัทหรือข้อตกลงระหว่างผู้ถือหุ้นไม่ได้กำหนดกระบวนการแก้ไขไว้ชัดเจน ความขัดแย้งอาจส่งผลให้ธุรกิจไม่สามารถตัดสินใจเรื่องสำคัญหรือดำเนินงานต่อได้อย่างมีประสิทธิภาพ การกำหนดสิทธิและหน้าที่ของผู้ถือหุ้น กระบวนการลงคะแนน วิธีแต่งตั้งผู้บริหาร และกลไกแก้ไขข้อขัดแย้งไว้ล่วงหน้า จึงมีความสำคัญไม่แพ้การกำหนดว่าใครจะได้รับหุ้นหรือทรัพย์สิน โดยหากครอบครัวมีทรัพย์สินอยู่ในต่างประเทศ การวางแผนมรดกและการจัดทำพินัยกรรมควรพิจารณากฎหมายของแต่ละเขตอำนาจศาล เนื่องจากกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับมรดก การถือครองทรัพย์สิน และภาษีอาจแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ
 
ขณะที่อีกหนึ่งเครื่องมือที่ได้รับการยอมรับมากขึ้นในกลุ่มทายาทรุ่นใหม่ คือสัญญาก่อนสมรส หรือ Prenuptial Agreement ซึ่งสามารถช่วยกำหนดความเป็นเจ้าของทรัพย์สินและแยกทรัพย์สินของครอบครัวออกจากสินสมรสได้อย่างชัดเจน เพื่อลดความเสี่ยงที่หุ้นหรือทรัพย์สินของกิจการจะกลายเป็นประเด็นข้อพิพาทในกรณีที่ความสัมพันธ์ในครอบครัวเปลี่ยนแปลงไป อย่างไรก็ดี เครื่องมือทางกฎหมายแต่ละประเภทควรออกแบบให้เหมาะกับบริบทของครอบครัว โครงสร้างธุรกิจ และกฎหมายที่เกี่ยวข้อง มากกว่าการใช้แนวทางเดียวกันกับทุกครอบครัว
 
ทั้งนี้ การแต่งตั้งผู้สืบทอดเพียงคนเดียวอาจไม่เพียงพอต่อการทำให้ธุรกิจดำเนินต่อได้อย่างราบรื่น กลไกสำคัญที่ช่วยให้ครอบครัวกำหนดกติกาและความคาดหวังร่วมกัน คือธรรมนูญครอบครัว หรือ Family Constitution ธรรมนูญครอบครัวช่วยกำหนดหลักการที่สมาชิกยอมรับร่วมกัน เช่น บทบาทและหน้าที่ของสมาชิก หลักเกณฑ์การเข้าทำงานในธุรกิจ วิธีคัดเลือกผู้นำ อำนาจในการตัดสินใจ การถือครองและโอนหุ้น ตลอดจนกระบวนการจัดการข้อขัดแย้ง
 
นอกจากนี้ กระบวนการจัดทำธรรมนูญยังเปิดพื้นที่ให้สมาชิกแต่ละรุ่นสื่อสารกันอย่างตรงไปตรงมา และสร้างความเข้าใจว่า ความยุติธรรมอาจไม่ได้หมายถึงการแบ่งทุกอย่างให้เท่ากันเสมอไป เนื่องจากสมาชิกแต่ละคนอาจมีความพร้อม ความสนใจ และระดับการมีส่วนร่วมกับธุรกิจแตกต่างกัน การสร้างความเข้าใจร่วมกันตั้งแต่ก่อนเริ่มถ่ายโอนอำนาจ จึงเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้การส่งต่อกิจการเป็นไปอย่างราบรื่น ลดความรู้สึกว่าใครได้รับหรือสูญเสียประโยชน์ และช่วยรักษาความสัมพันธ์ภายในครอบครัวในระยะยาว
 
อย่างไรก็ตาม นอกเหนือจากการส่งต่อทรัพย์สินและการบริหารกิจการแล้ว การส่งต่อคุณค่าและวิสัยทัศน์ร่วมของครอบครัวยังมีความสำคัญไม่แพ้กัน การดำเนินกิจกรรมเพื่อสังคม หรือ Philanthropy สามารถเป็นกลไกที่เชื่อมโยงสมาชิกต่างรุ่น โดยเฉพาะสมาชิกที่ไม่ได้เข้ามาบริหารธุรกิจโดยตรง ให้ยังคงมีส่วนร่วมในการสืบทอดค่านิยมและเป้าหมายร่วมของครอบครัว ซึ่งการส่งต่อความมั่งคั่งอย่างยั่งยืนจึงไม่ได้วัดจากจำนวนทรัพย์สินที่สามารถรักษาไว้ได้เพียงอย่างเดียว แต่รวมถึงความสามารถของครอบครัวในการส่งต่อธุรกิจ ความสัมพันธ์ ความไว้วางใจ และคุณค่าที่สมาชิกยึดถือร่วมกัน