Phones





SCB EIC มอง ศก.ไทยขยายตัวโต 2% กำลังซื้ออ่อนแอ - เติบโตกระจุกตัว

2026-08-22 16:49:47 123



 
นิวส์ คอนเน็คท์ - SCB WEALTH ประเมินเศรษฐกิจโลกปี 69 ขยายตัว 2.5% จากการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน AI และความต้องการสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ยังเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ ขณะที่เศรษฐกิจไทยคาดขยายตัว 2% จากแรงสนับสนุนของมาตรการภาครัฐ การส่งออก และการลงทุนภาคเอกชน ส่วนรายได้ครัวเรือนลดลงครั้งแรกในรอบ 6 ปี กำลังซื้อยังอ่อนแอ
 
เมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2569 ดร.ปุณยวัจน์ ศรีสิงห์ นักเศรษฐศาสตร์อาวุโส ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ (SCB EIC) ธนาคารไทยพาณิชย์ เปิดเผยว่า ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ ทั้งสงครามที่ใช้กำลังทหารและสงครามการค้า ยังเป็นปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตามในช่วงที่เหลือของปีนี้ เนื่องจากส่งผลต่อราคาพลังงาน ต้นทุนการผลิต ห่วงโซ่อุปทาน และความผันผวนของตลาดเงินทั่วโลก สถานการณ์ตะวันออกกลางยังมีความไม่แน่นอนสูง ด้านสงครามการค้า แม้ยังเป็นปัจจัยสร้างความไม่แน่นอน แต่ผลกระทบต่อการค้าโลกที่ผ่านมาไม่รุนแรงเท่าที่เคยคาดการณ์ไว้ เนื่องจากการค้าในเอเชียยังขยายตัวได้ดี โดยภูมิภาคเอเชียเป็นฐานการผลิตสำคัญของสินค้าเทคโนโลยี และห่วงโซ่อุปทาน AI ซึ่งสหรัฐฯยังคงมีความต้องการนำเข้าสูง ทั้งนี้ SCB EIC ประเมินว่า เศรษฐกิจโลกปี 2569 จะขยายตัว 2.5% และขยายตัวดีขึ้นเล็กน้อยมาอยู่ที่ 2.6% ในปี 2570 โดยการลงทุนที่เกี่ยวข้องกับ AI และความต้องการสินค้าอิเล็กทรอนิกส์จะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ ช่วยพยุงศรษฐกิจโลกท่ามกลางแรงกดดันจากสงคราม และภาวะการเงินที่ตึงตัว
 
สำหรับตลาดการเงินโลก มีแนวโน้มผันผวนต่อเนื่องจากทั้งปัจจัยบวกและลบของสงครามและกระแส AI โดย SCB EIC คาดว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) จะคงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ 3.50 -3.75% ตลอดปี หากเงินเฟ้อไม่กลับมาเร่งตัวขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ส่วนธนาคารกลางยุโรป (ECB) มีแนวโน้มปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีก 1 ครั้ง สู่ระดับ 2.50 % ในการประชุมเดือนก.ย. แม้เงินเฟ้อยุโรปเริ่มชะลอลง แต่ยังอยู่สูงกว่าเป้าหมาย 2% ขณะที่ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BoJ) มีแนวโน้มคงอัตราดอกเบี้ยที่ 1% ตลอดปีนี้ และอาจชะลอการปรับขึ้นดอกเบี้ยไปจนถึงปี 2570 เพื่อประคองเศรษฐกิจจากผลกระทบของต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น
 
ในส่วนของเศรษฐกิจไทย SCB EIC คาดว่าจะขยายตัว 2% ในปี 2569 โดยมีแรงสนับสนุนจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจภายใต้ พ.ร.ก. กู้เงิน 4 แสนล้านบาท โดยเฉพาะมาตรการไทยช่วยไทยพลัส ประกอบกับการส่งออกและการลงทุนภาคเอกชนที่ยังขยายตัวได้ดี อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจไทยยังเผชิญความเสี่ยงจากสถานการณ์ตะวันออกกลาง ภาวะเอลนีโญ และมาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ รวมถึงปัญหาการเติบโตที่กระจุกตัวอยู่บางอุตสาหกรรม ทำของให้การฟื้นตัวยังมีความเปราะบาง
 
โดย SCB EIC มองว่า ในปี 2570 เศรษฐกิจไทยจะขยายตัวชะลอลงเล็กน้อยมาอยู่ที่ 1.9% เนื่องจากแรงสนับสนุนจากมาตรการภาครัฐทยอยหมดลง ขณะที่เศรษฐกิจไทยยังขาดแรรงขับเคลื่อนใหม่ที่สามารถสร้างการเติบโตในวงกว้างและต่อเนื่อง แม้เศรษฐกิจไทยในช่วงที่ผ่านมาเติบโตดีกว่าที่คาดการณ์ไว้ ท่ามกล่างผลกระทบจากสงครามและกำแพงภาษี แต่การเติบโตส่วนใหญ่กระจุกตัวอยู่ในภาคการส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ที่เกี่ยวข้องกับ AI ซึ่งขยายตัวอย่างก้าวกระโดด แตกต่างจากสินค้าที่ไม่ใช่อิเล็กทรอนิกส์อย่างชัดเจนอีกทั้งกระจุกตัวในกลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่ โดยเศรษฐกิจในประเทศอาจไม่ได้รับประโยชน์จากการเติบโตของ AI มากเท่ากับตัวเลขส่งออกที่ปรากฏ เนื่องจากสินค้าส่งออกกลุ่มดังกล่าวยังพึ่งพาการนำเข้าวัตถุดิบและชิ้นส่วนต้นทุนสูง เช่น ชิป และเซมิคอนดักเตอร์ ทำให้มูลค่าเพิ่มที่ตกอย่ในระบบเศรษฐกิจไทย รวมถึงผลต่อการจ้างงาน และรายได้ในประเทศยังมีข้อจำกัด
 
ขณะที่การลงทุนที่เกี่ยวข้องกับ AI ในไทยยังมีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่อง สอดคล้องกับการลงทุนของบริษัทเทคโนโลยี และผู้ให้บริหารคลาวด์รายใหญ่ของโลก หรือ Hyperscalers โดยเม็ดเงินโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ในไทยปัจจุบันกระจุกตัวอยู่ในอุตสาหกรรมเทคโนโลยี Data Center และพลังงาน ขณะที่การลงทุนในอุตสาหกรรมอื่นมีขนาดลดลงมากเมื่อเทียบกับอดีตแม้เม็ดเงินลงทุนเพิ่มขึ้น แต่กำลังการผลิตโดยรวมของประเทศยังไม่ได้ถูกใช้เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญเนื่องจากการขยายตัวกระจุกอยู่ในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ และเทคโนโลยีบางกลุ่ม จึงอาจสร้างผลบวกต่อเศรษฐกิจไทยในวงจำกัดเช่นเดียวกับภาคส่งออก
 
นอกจากนี้ อีกหนึ่งสัญญาณสำคัญที่สะท้อนความเปราะบางของเศรษฐกิจไทย คือ รายได้เฉลี่ยของครัวเรือนไทยปี 2568 ลดลงเป็นครั้งแรกในรอบ 6 ปี จากข้อมูลการสำรวจของสำนักงานสถิติแห่งชาติ โดยรายได้จากการทำงาน การลงทุน ทรัพย์สิน และดอกเบี้ยต่างปรับลดลง มีเพียงรายได้จากความช่วยเหลือของภาครัฐที่เพิ่มขึ้น ซึ่งส่วนใหญ่ช่วยพยุงกลุ่มครัวเรือนรายได้น้อย ขณะเดียวกัน สัดส่วนหนี้ครัวเรือนที่ลดลงไม่ได้หมายความว่าฐานะการเงินของประชาชนดีขึ้นทั้งหมด แต่ส่วนหนึ่งเกิดจากครัวเรือนระมัดระวังการใช้จ่าย และการก่อหนี้มากขึ้น รวมถึงสถาบันการเงินเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อ ทำให้ครัวเรือนและธุรกิจรายย่อยมีข้อจำกัดในการเข้าถึงแหล่งเงินทุน ครัวเรือนจำนวนมากจึงลดการซื้อสินค้าฟุ่มเฟือย และชะลอการใช้จ่ายเพื่อรักษาสภาพคล่อง สถานการณ์ดังกล่าวสะท้อนภาวะการเงินที่ตึงตัว และกำลังซื้อในประเทศที่อ่อนแอ
 
ทั้งนี้ SCB EIC มองว่า ปี 2569 เป็นปีที่ท้าทายสำหรับคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) เนื่องจากต้องรักษาสมดุลระหว่างความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อกับเศรษฐกิจที่ยังเปราะบาง โดยคาดว่า กนง.จะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายตลอดปีนี้ เนื่องจากเศรษฐกิจยังได้รับแรงสนับสนุนจากมาตรการภาครัฐ ทำให้โอกาสลดดอกเบี้ยในปีนี้มีค่อนข้างน้อย แต่ กนง.อาจยังไม่ปรับขึ้นดอกเบี้ย เนื่องจากแรงกดดันด้านราคาอาจเป็นเพียงภาวะชั่วคราวจากต้นทุนพลังงานและปัจจัยด้านอุปทาน อีกทั้งเศรษฐกิจไทยยังไม่แข็งแรงเพียงพอที่จะรองรับต้นทุนทางการเงินที่สูงขึ้น
 
ขณะที่แนวโน้มภาคธุรกิจที่เหลือของปีนี้ ภาพรวมมีแนวโน้มชะลอตัว แต่ธุรกิจบางกลุ่มยังมีโอกาสขยายตัว ได้แก่ ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับ AI และเทคโนโลยี, ธุรกิจที่ได้รับประโยชน์จากการย้ายฐานการผลิตมายังอาเซียน, ธุรกิจพลังงานทางเลือกรวมถึงบริการสุขภาพ ความงาม และการท่องเที่ยว ส่วนธุรกิจที่มีแนวโน้มหดตัวและต้องติดตามอย่างใกล้ชิด ได้แก่ อุตสาหกรรมผลิตเหล็ก ซึ่งพึ่งพาวัตถุดิบจากต่างประเทศสูง และได้รับผลกระทบจากความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เพื่อการอยู่อาศัยที่เผชิญแรงกดดันจากกำลังซื้อและความเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อ รวมถึงกลุ่มสินค้าเกษตรที่ได้รับผลกระทบจากภาวะเอลนีโญ และต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น