Phones





EPG กางแผนธุรกิจปีบัญชี 69/70 เป้ายอดขาย 13,800 ล้านบ.

2026-06-04 14:29:24 112



นิวส์ คอนเน็คท์ - EPG กางแผนธุรกิจปีบัญชี 69/70 (เม.ย.69 – มี.ค.70) ชู ‘Resilience’ เลือกกลยุทธ์ ‘รุก-รับ-ถอย’ อย่างเหมาะสมท่ามกลางเศรษฐกิจโลกผันผวน พร้อมรักษาระดับยอดขายที่ 13,800 ล้านบาท มุ่งเน้นความสามารถในการสร้างผลกำไร ตั้งเป้าอัตรากำไรขั้นต้นที่ระดับ 30-33% 
 
เมื่อวันที่ 4 มิถุนายน 2569 ดร.เฉลียว วิทูรปกรณ์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อีสเทิร์นโพลีเมอร์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ EPG ผู้ผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์โพลีเมอร์และพลาสติกแปรรูปชั้นนำของโลก เปิดเผยว่า ในปีบัญชี 69/70 (เม.ย.69 – มี.ค.70) บริษัทมุ่งเน้นการสร้างผลการดำเนินงานที่แข็งแกร่ง โดยให้ความสำคัญกับการบริหารต้นทุนและค่าใช้จ่ายอย่างมีวินัย การเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน การบริหารเงินทุนหมุนเวียนอย่างรอบคอบ รวมทั้งการพัฒนานวัตกรรมเพื่อยกระดับความสามารถในการแข่งขันและความสามารถในการสร้างผลกำไร ควบคู่กับการเสริมสร้างระบบกำกับดูแลกิจการที่ดี ตั้งเป้าหมายรักษาระดับยอดขายที่ 13,800 ล้านบาท อัตรากำไรขั้นต้นที่ 30 - 33% 

ทั้งนี้ แนวโน้มเศรษฐกิจโลกในปีบัญชี 69/70 ยังเผชิญความไม่แน่นอนจากปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ การเปลี่ยนแปลงของห่วงโซ่อุปทานโลก ความผันผวนของต้นทุนวัตถุดิบ รวมถึงการฟื้นตัวที่แตกต่างกันของแต่ละอุตสาหกรรมและแต่ละภูมิภาค ซึ่งภายใต้บริบทของโลกธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและมีความไม่แน่นอนสูง บริษัทยังคงรักษาความแข็งแกร่งในการดำเนินธุรกิจผ่านแนวคิด ‘Resilience’ โดยมุ่งสร้างความยืดหยุ่นและความสามารถในการปรับตัวเพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันและสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว

โดยบริษัทเลือกใช้กลยุทธ์ รุก รับ หรือ ถอย ให้เหมาะสมกับสถานการณ์ของแต่ละธุรกิจและสภาวะของตลาด โดยพิจารณาจากโอกาสทางธุรกิจ ระดับความเสี่ยง และแนวโน้มของอุตสาหกรรมในแต่ละช่วงเวลา ควบคู่กับการดำเนินงานภายใต้กรอบการบริหารจัดการที่ชัดเจน (Focus Framework) ซึ่งช่วยให้ผู้บริหารสามารถวิเคราะห์ข้อมูล ประเมินทางเลือก และจัดลำดับความสำคัญของการดำเนินงานได้อย่างเป็นระบบ ส่งผลให้การตัดสินใจมีความแม่นยำ รอบคอบ และสอดคล้องกับเป้าหมายขององค์กรในระยะยาว

ด้วยจุดแข็งจากกำลังการผลิตขนาดใหญ่ ฐานการผลิตที่ตั้งอยู่ในจุดยุทธศาสตร์สำคัญของโลก และฐานลูกค้าที่กระจายอยู่ทุกภูมิภาคทั่วโลก บริษัทจึงมีความพร้อมในการตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงของตลาดโลก สามารถบริหารโอกาสและความเสี่ยงได้อย่างสมดุล พร้อมปรับกลยุทธ์ให้เหมาะสมกับสถานการณ์ เพื่อสร้างการเติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืนในทุกวัฏจักรของธุรกิจ

โดยเป้าหมายรักษาระดับยอดขายที่ 13,800 ล้านบาท อัตรากำไรขั้นต้นที่ 30 - 33% มาจากการดำเนินงานของ 3 กลุ่มธุรกิจ ดังนี้ 1. ธุรกิจฉนวนกันความร้อน/เย็น ภายใต้แบรนด์ Aeroflex ตั้งเป้าหมายยอดขายประมาณ 4.4 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.5% โดยได้รับแรงสนับสนุนจากฉนวนกันความร้อน/เย็น เกรดพรีเมี่ยมสำหรับระบบ HVAC และ Air Ducting System ที่มุ่งเน้นทำการตลาดภายในไทย สหรัฐอเมริกา และญี่ปุ่น

2. ธุรกิจชิ้นส่วนอุปกรณ์และตกแต่งยานยนต์ ภายใต้แบรนด์ Aeroklas ตั้งเป้าหมายยอดขายประมาณ 6.4 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 1% จากการฟื้นตัวของอุตสาหกรรมยานยนต์โลกอย่างค่อยเป็นค่อยไป เนื่องจากแผนการผลิตของค่ายยานยนต์ในแต่ละภูมิภาคยังคงฟื้นตัวไม่เท่ากัน อย่างไรก็ตาม Aeroklas ยังคงมุ่งเน้นการพัฒนาชิ้นส่วนและอุปกรณ์ตกแต่งยานยนต์น้ำหนักเบา (Lightweight Solutions) มีความแข็งแรง ทนทาน และช่วยประหยัดพลังงานสำหรับยานยนต์สันดาป (ICE) และยานยนต์ไฟฟ้า (EV) รวมถึงผลิตภัณฑ์ใหม่ ร่วมกับผู้ผลิตรถยนต์ชั้นนำในตลาดหลักทั่วโลก พร้อมยกระดับประสิทธิภาพการดำเนินงานและการบริหารต้นทุน เพื่อเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขัน

สำหรับธุรกิจในประเทศออสเตรเลียบริษัทมุ่งเสริมสร้างความแข็งแกร่งของธุรกิจผ่านแผน Turnaroundของ Aeroklas Asia Pacific Group Pty.,Ltd.(AAPG) โดยให้ความสำคัญกับการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน การเสริมสร้างธรรมาภิบาล และการบริหารต้นทุนอย่างมีวินัย เพื่อวางรากฐานการเติบโตอย่างยั่งยืน แม้สภาวะตลาดยังคงท้าทาย แต่เริ่มเห็นพัฒนาการเชิงบวกในหลายด้านจากมาตรการที่ดำเนินการอย่างต่อเนื่องขณะเดียวกัน 4Way Suspension Product Pty., Ltd เป็นธุรกิจที่มีศักยภาพเติบโตสูง โดยได้รับแรงสนับสนุนจากการพัฒนาผลิตภัณฑ์ การขยายเครือข่ายจัดจำหน่าย และการเพิ่มศักยภาพการดำเนินงาน ซึ่งจะช่วยสนับสนุนการเติบโตและเสริมความแข็งแกร่งให้ธุรกิจในออสเตรเลีย

3. ธุรกิจบรรจุภัณฑ์พลาสติก ภายใต้แบรนด์ EPP ตั้งเป้าหมายยอดขายประมาณ 3 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 5% โดยมุ่งสร้างความแข็งแกร่งด้วยการรักษาเสถียรภาพการดำเนินงานและความสามารถในการแข่งขันด้านต้นทุน ภายใต้ภาวะตลาดที่ยังคงมีความท้าทาย ขณะที่ตลาดในประเทศยังคงเป็นฐานรายได้สำคัญของธุรกิจ EPP ให้ความสำคัญกับการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต การพัฒนาคุณภาพผลิตภัณฑ์ และการบริหารต้นทุนอย่างมีวินัย พร้อมติดตามความเคลื่อนไหวของราคาวัตถุดิบและบริหารสินค้าคงคลังอย่างใกล้ชิด เพื่อรักษาความสามารถในการทำกำไรและเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้ธุรกิจ

สำหรับธุรกิจร่วมทุนในไทย อินเดีย จีน และแอฟริกาใต้ ยังคงเป็นกลไกสำคัญในการกระจายความเสี่ยงและสร้างโอกาสการเติบโตในระยะยาว

ดร.เฉลียว กล่าวว่า บริษัทตั้งงบลงทุนในปีบัญชี 69/70 รวม 400 ล้านบาท สำหรับเพิ่มเครื่องจักร และใช้ปรับปรุงไลน์การผลิต นอกจากนี้ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัท มีมติให้เสนอที่ประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปี 69 เพื่อขออนุมัติการจ่ายเงินปันผลประจำปีให้กับผู้ถือหุ้นของบริษัท ในอัตราหุ้นละ 0.13 บาท (สิบสามสตางค์) รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 364 ล้านบาท ซึ่งกำหนดให้มีการประชุมสามัญผู้ถือหุ้นปี 2569 ในวันที่ 23 ก.ค. 69 และหากที่ประชุมสามัญผู้ถือหุ้นฯ มีมติอนุมัติให้จ่ายเงินปันผล จะกำหนดรายชื่อผู้ถือหุ้นที่จะมีสิทธิได้รับเงินปันผล (Record Date) ในวันที่ 4 ส.ค.69 และกำหนดจ่ายเงินปันผลให้กับผู้ถือหุ้นภายในวันที่ 20 ส.ค.69

“ความสำเร็จในระยะยาวไม่ได้วัดจากการเติบโตเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากความสามารถในการบริหารโอกาสและความเสี่ยงอย่างสมดุล รวมถึงความสามารถในการเลือกใช้กลยุทธ์รุก รับ หรือถอย ได้อย่างเหมาะสม ภายใต้การบริหารจัดการอย่างมีวินัยและธรรมาภิบาลที่เข้มแข็ง บริษัทจึงนำแนวคิด Resilience ปรับใช้ในทุกมิติขององค์กร เพื่อให้ทุกกลุ่มธุรกิจสามารถรักษาความสามารถในการแข่งขัน สร้างผลการดำเนินงานที่มั่นคง และเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว” ดร.เฉลียว กล่าว