Phones





กรุงศรี ประเมินกรอบเงินบาท 32.20-32.80 บ./ดอลลาร์ จับตาเจรจาสันติภาพ

2026-05-25 20:22:46 72



 
นิวส์ คอนเน็คท์ – โกลบอลมาร์เก็ตส์ กรุงศรี ประเมินค่าเงินบาทสัปดาห์นี้เคลื่อนไหวในกรอบ 32.20-32.80 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ โดยนักลงทุนยังติดตามความคืบหน้าการเจรจาระหว่างสหรัฐฯกับอิหร่าน ซึ่งจะส่งผลต่อราคาน้ำมันดิบและผลตอบแทนพันธบัตรโลก
 
เมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2569 นางสาวรุ่ง สงวนเรือง ผู้อำนวยการ ฝ่ายส่งเสริมธุรกิจโกลบอลมาร์เก็ตส์ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) หรือ BAY เปิดเผยว่า ทิศทางค่าเงินบาทในสัปดาห์นี้มีแนวโน้มเคลื่อนไหวในกรอบ 32.20-32.80 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ เทียบกับสัปดาห์ที่ผ่านมา เงินบาทปิดอ่อนค่าที่ 32.69 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ หลังซื้อขายในกรอบ 32.52-32.78 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ โดยเงินดอลลาร์แข็งค่าเมื่อเทียบกับสกุลเงินสำคัญส่วนใหญ่ ขณะที่ราคาน้ำมันและอัตราผลตอบแทนพันธบัตรโลกเคลื่อนไหวผันผวนหลังปธน.ทรัมป์ของสหรัฐฯระบุว่าการเจรจากับอิหร่านกำลังอยู่ในขั้นตอนสุดท้าย สร้างความหวังว่าทั้งสองประเทศใกล้จะบรรลุข้อตกลงเพื่อยุติสงครามที่ยืดเยื้อ
 
อย่างไรก็ตาม อิหร่านมีท่าทีชัดเจนว่าต้องการเก็บรักษายูเรเนียมไว้ในประเทศ อีกทั้งได้เสนอแนวคิดเก็บค่าผ่านทางสำหรับการขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ แม้ความคาดหวังเชิงบวกอย่างระมัดระวังต่อโอกาสในการบรรลุข้อตกลงได้ช่วยหนุนบรรยากาศการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยง แต่ยังไม่มีความชัดเจนว่าการเจรจาสันติภาพจะสำเร็จได้ในเร็ววัน อีกทั้งตลาดยังได้ปรับเพิ่มความคาดหวังต่อโอกาสที่เฟดจะใช้นโยบายการเงินที่เข้มงวดมากขึ้นภายในปีนี้ ทั้งนี้ นักลงทุนต่างชาติขายหุ้นไทย 3,038 ล้านบาท แต่ซื้อพันธบัตร 1,619 ล้านบาท
 
สำหรับภาพรวมของตลาดในสัปดาห์นี้มองว่า นักลงทุนจะติดตามสัญญาณความคืบหน้าการเจรจาสันติภาพระหว่างสหรัฐฯกับอิหร่านซึ่งจะส่งผลต่อราคาน้ำมันดิบและอัตราผลตอบแทนพันธบัตรโลก โดยในช่วงสุดสัปดาห์รายงานระบุว่าสหรัฐฯและอิหร่านอาจกำลังเข้าใกล้การขยายเวลาหยุดยิงออกไปอีก 60 วัน พร้อมกับพิจารณาแนวทางเปิดช่องแคบฮอร์มุซแบบค่อยเป็นค่อยไป อย่างไรก็ตาม ประเด็นต่างๆยังไม่ได้ข้อสรุป นอกจากนี้ หากตัวเลขความเชื่อมั่นผู้บริโภคและเงินเฟ้อ PCE ของสหรัฐฯออกมาแข็งแกร่ง แรงขายเงินดอลลาร์อาจถูกจำกัด
 
ขณะที่ปัจจัยในประเทศ ตลาดจะให้ความสนใจกับข้อมูลดุลบัญชีเดินสะพัดเดือนเม.ย.ของไทย ทางด้านสภาพัฒน์รายงานจีดีพีไตรมาส 1/2569 เติบโต 2.8% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และ 0.7% จากไตรมาสก่อนหน้า สดใสกว่าที่ตลาดคาด จากการเร่งส่งออกก่อนความไม่แน่นอนของนโยบายภาษีสหรัฐฯ 10% ภายใต้มาตรา 122 ขณะที่การบริโภคภาคเอกชนได้รับแรงหนุนบางส่วนจากการเร่งซื้อรถยนต์ไฟฟ้า ส่วนการลงทุนภาคเอกชนเพิ่มขึ้นสะท้อนเสถียรภาพทางการเมือง อย่างไรก็ดี เศรษฐกิจมีแนวโน้มชะลอตัวตั้งแต่ไตรมาสปัจจุบัน แม้จะมีมาตรการสนับสนุนจากภาครัฐ แต่ต้นทุนที่สูงขึ้นจากความตึงเครียดในตะวันออกกลางยังคงฉุดรั้งการเติบโต ในภาวะเช่นนี้ คาดว่าดอกเบี้ยนโยบายจะถูกตรึงไว้ที่ 1.00% ตลอดปีนี้ ท่ามกลางแรงกดดันเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้นและการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่ชะลอลง