Phones





กสิกรไทย ชี้ครบ 1 ปี ภาษีทรัมป์ สั่นคลอนเสถียรภาพการค้าโลก

2026-02-20 21:23:56 121



 
นิวส์ คอนเน็คท์ - ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มอง “America First Trade Policy” เปลี่ยนทิศทางการค้าสหรัฐฯ และเพิ่มความไม่แน่นอนต่อเศรษฐกิจโลก ส่งผลให้เศรษฐกิจและการค้าโลกเผชิญกับความไม่แน่นอนสูง แนะติดตามการทบทวนข้อตกลง USMCA รวมถึงติดตามคำตัดสินของศาลเรื่องการใช้ IEEPA
 
เมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2569 นายบุรินทร์ อดุลวัฒนะ กรรมการผู้จัดการ และ Chief Economist บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด เปิดเผยว่า การประกาศนโยบาย “America First Trade Policy” โดยประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เป็นการเปลี่ยนทิศทางนโยบายการค้าของสหรัฐฯ ซึ่งไม่เพียงส่งผลต่อโครงสร้างการค้าโลก แต่ยังเร่งให้ประเทศต่างๆ ต้องปรับยุทธศาสตร์ทั้งในเชิงภูมิรัฐศาสตร์และห่วงโซ่อุปทานอย่างมีนัยสำคัญ จากมาตรการที่มุ่งเป้าไปที่จีนได้ขยายสู่การเก็บภาษีนำเข้ากับนานาประเทศทั่วโลกและในหลายอุตสาหกรรม ส่งผลให้เศรษฐกิจและการค้าโลกเผชิญกับความไม่แน่นอนสูง
 
ทั้งนี้ ในช่วง 1 ปีที่ผ่านมา ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ใช้เหตุผลด้านความมั่นคงและทางการเมือง เพื่อบังคับใช้ภาษีนำเข้าทั้งภาษีตอบโต้ (Reciprocal Tariff) และภาษีรายสินค้า ภายใต้มาตรา 232 (Section 232) นอกจากนั้น ยังดำเนินนโยบายด้านภูมิรัฐศาสตร์ตามแนวคิดลัทธิมอนโร (Monroe Doctrine) ที่มองว่าทั้งทวีปอเมริกาเหนือและอเมริกาใต้เป็นเขตอิทธิพลของสหรัฐฯ สะท้อนได้จากการกำหนดอัตราภาษีตอบโต้กับประเทศในลาตินอเมริกาส่วนใหญ่อยู่ที่ระดับ 10% ขณะที่ประเทศบราซิลถูกเรียกเก็บภาษีที่ระดับ 50% จากเหตุผลทางการเมือง
 
อย่างไรก็ตาม นโยบาย America First Trade Policy ไม่ได้ส่งผลกระทบรุนแรงต่อการค้าโลก เศรษฐกิจโลก และเศรษฐกิจอเมริกาอย่างที่คาดไว้ ส่วนหนึ่งเพราะมาตรการดังกล่าวมีผลบังคับใช้ล่าช้า (เริ่ม ส.ค. 2568) และประเทศส่วนใหญ่ไม่ได้ขึ้นภาษีนำเข้าเพื่อตอบโต้รัฐบาลสหรัฐฯ ด้านผลกระทบของนโยบายการค้าของสหรัฐฯ ถึงแม้ว่ามูลค่าการส่งออกจากจีนไปสหรัฐฯ ลดลงประมาณ 20% ในปีที่ผ่านมา แต่โดยรวมการส่งออกของจีนยังขยายตัวได้ดี และเกินดุลการค้าที่ระดับ 1.2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งสูงสุดเป็นประวัติการณ์ โดยจีนขยายการส่งออกไปภูมิภาคอื่นแทน เช่น อาเซียน สหภาพยุโรป และแอฟริกา ซึ่งส่วนหนึ่งยังคงสะท้อนถึงปัญหา Transshipment เพื่อหลีกเลี่ยงภาษี
 
ขณะที่จีนมีการตอบโต้มาตรการภาษีของสหรัฐฯ เนื่องจากจีนมีข้อได้เปรียบสหรัฐฯ จากการถือครองแร่ธาตุ Rare Earth และ Critical Minerals มาก ส่งผลให้จีนแทบจะผูกขาดห่วงโซ่อุปทานโลก ซึ่งมีความสำคัญต่อสหรัฐฯ ทางด้านความมั่นคงทางยุทธศาสตร์และเศรษฐกิจ นอกจากภาษีตอบโต้แล้ว สหรัฐฯ ยังดำเนินการภายใต้มาตรา 232 เพื่อเก็บภาษีนำเข้ารายสินค้า อาทิ เหล็ก อะลูมิเนียม รถยนต์และชิ้นส่วน เซมิคอนดักเตอร์
 

นอกจากนี้ ในอนาคตมีแนวโน้มจะเก็บภาษีนำเข้า ยาและเวชภัณฑ์ เพื่อให้เกิดการย้ายฐานการผลิตกลับประเทศ (Reshoring) และเพิ่มการจ้างงานในภาคอุตสาหกรรมการผลิต ซึ่งส่งผลให้บริษัทชั้นนำในหลายอุตสาหกรรม อาทิ อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ ยานยนต์ และเหล็ก เริ่มประกาศแผนการลงทุนเพิ่มในสหรัฐฯ ขณะที่ในปีที่ผ่านมา จำนวนการจ้างงานในภาคอุตสาหกรรมยังคงหดตัวอยู่ มีแค่บางอุตสาหกรรม เช่น อุตสาหกรรมแปรรูปโลหะ (โดยเฉพาะเหล็ก) ที่การจ้างงานขยายตัวเพิ่มขึ้น
 
สำหรับในปี 2569 เหตุการณ์สำคัญที่จะกำหนดทิศทางการค้าโลกในอนาคต ได้แก่ การพบกันระหว่างประธานาธิบดีสี จิ้นผิง และทรัมป์ ในเดือนเม.ย. 2569, คำตัดสินของศาลเกี่ยวกับการใช้ IEEPA (International Emergency Economic Powers Act) เพื่อออกนโยบายภาษีจะเป็นโมฆะหรือไม่, การทบทวนข้อตกลงการค้าเสรีฉบับปรับปรุงใหม่ระหว่างสหรัฐฯ เม็กซิโก และแคนาดา (USMCA) ในเดือนก.ค., การเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ และการยุติการตอบโต้ทางภาษีระหว่างจีน–สหรัฐฯ จะมีผลถึงเดือนพ.ย. 2569
 
ในส่วนของประเทศไทย ประเด็นที่ต้องจับตาคือ ผลกระทบต่ออุตสาหกรรมที่ไทยส่งออกไปแข่งขันกับอินเดียโดยตรงที่สหรัฐฯ และสหภาพยุโรป โดยเฉพาะอุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับ เนื่องจากสินค้าส่งออกจากไทยเสียเปรียบอินเดีย เพราะเราไม่มีข้อตกลงการค้าเสรีกับทางสหภาพยุโรป ส่วนในระยะต่อไป รัฐบาลไทยต้องเร่งให้เรามีข้อตกลงทางการค้ากับสหภาพยุโรป และสหรัฐฯ โดยเร็วที่สุด
 
ทั้งนี้ ในปี 2569 ศูนย์วิจัยกสิกรไทยได้ปรับตัวเลขการเติบโตของจีดีพีขึ้นมาอยู่ที่ 1.9% จากเดิมอยู่ที่ 1.6% ในขณะที่ส่งออกปรับขึ้นมาอยู่ที่ 1.5% จากเดิมที่คาดว่าจะติดลบ 1.5 - 2% เนื่องจากสถานการณ์ภาษีสหรัฐฯดีขึ้น นโยบายจากรัฐบาลที่เน้นดึงเม็ดเงินจากต่างชาติเข้ามาลงทุน และ การกระตุ้นเศรษฐกิจที่เน้นระยะกลางและระยะยาว ตลอดจนความมีเสถียรภาพ อย่างไรก็ตาม หากผลการเลือกตั้งโมฆะ จะส่งผลต่อความเชื่อมั่นนักลงทุน และ เศรษฐกิจ และ การเบิกจ่ายงบประมาณที่ล่าช้าออกไป ซึ่งเดิมคาดการเบิกจ่ายงบประมาณจะเกิดขึ้นในเดือนมิ.ย.-ก.ค. ภายหลังจัดตั้งรัฐบาลในเดือนพ.ค. ไม่เกินมิ.ย.