Phones





TATG เปิดรายได้ Q1 หดตัว สวนทางกำไรพุ่ง 37%

2026-05-13 19:07:41 63



 
นิวส์ คอนเน็คท์ – TATG ประกาศผลงานไตรมาส 1/69 มีรายได้รวม 611 ล้านบาท และมีกำไร 18.23 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 36.86% จากช่วงเดียวกันปีก่อน  โตสวนอุตฯยานยนต์ที่เติบโตแบบค่อยเป็นค่อยไป หวังดีมานด์โดยรวมกลับมาปรับตัวดีขึ้น จากแรงหนุนด้านความต้องการของผู้เปิดใจในกลุ่มยานยนต์ไฟฟ้า และมาตรการสนับสนุนต่างๆ จากภาครัฐ
 
เมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม 2569 ดร.พยุง ศักดาสาวิตร ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ไทย ออโต ทูลส์ แอนด์ ดาย จำกัด (มหาชน) หรือ TATG เปิดเผยว่า ผลการดำเนินงานไตรมาส 1/2569 บริษัทมีรายได้รวมจำนวน 611.32 ล้านบาท ลดลง 9.64% จากช่วงเดียวกันปีก่อน เนื่องจากการหดตัวของรายได้ธุรกิจผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ คิดเป็น 8.49% และรายได้ธุรกิจออกแบบผลิตเครื่องมือ คิดเป็น 20.39% ซึ่งเป็นผลกระทบต่อเนื่องจากการชะลอตัวของกลุ่มลูกค้ารถยนต์สันดาปและรถกระบะ ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวช้า และมาตรการสินเชื่อที่เข้มงวดขึ้น ส่งผลให้กำลังซื้อและปริมาณคำสั่งซื้อในตลาดโดยรวมปรับตัวลดลง
 
อย่างไรก็ตาม บริษัทสามารถรักษาระดับการทำกำไรสุทธิได้ที่ 18.23 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4.91 ล้านบาท คิดเป็น 36.86% โดยปัจจัยหลักมาจากการบริหารจัดการ โครงสร้างต้นทุนและค่าใช้จ่ายดำเนินงานอย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้ต้นทุนขาย ต้นทุนบริการ รวมถึงค่าใช้จ่ายในการขายปรับตัวลดลงเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน
 
ทั้งนี้ จากการประเมินภาพรวมกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ ในไตรมาส 1/2569 จะเห็นได้ว่ามีการปรับตัวไปในทิศทางที่ดีขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปี 2568 โดยส่วนหนึ่งได้รับแรงสนับสนุนจากงาน Bangkok International Motor Show และการเร่งการผลิตเพื่อส่งออก ทั้งนี้กลุ่มรถยนต์ไฟฟ้า (BEV) ยังคงเป็นดาวเด่นเติบโตอย่างก้าวกระโดด โดยมาตรการ EV 3.5 ยังคงมีผลบังคับใช้จนถึงสิ้นปี 2570 โดยใน ปี 2569 นี้ เงื่อนไขการผลิตชดเชยจะเข้มงวดขึ้นเป็นอัตรานำเข้า 1 คัน ต้องผลิตในไทย 2 คัน รวมทั้งยังมีปัจจัยสนับสนุนการเติบโตของรถยนต์ไฟฟ้าจากสถานการณ์สงครามระหว่างสหรัฐและอิหร่านที่ส่งผลต่อราคาน้ำมันโลกที่พุ่งสูงขึ้นในหลายๆประเทศ รวมถึงสถานการณ์ทางเศรษฐกิจที่ถดถอยมาก่อนหน้าแล้วนั้น ส่งผลกระทบโดยตรงให้ผู้บริโภคหันมาสนใจกลุ่มรถยนต์ไฟฟ้า (BEV) และ รถยนต์ Hybrid (HEV) เพิ่มมากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
 
อย่างไรก็ตาม แม้ภาพรวมและทิศทางต่างๆ ในปี 2569 จะไม่เอื้ออำนวยต่อการเติบโตของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยมากนัก แต่ถึงอย่างไรกำลังซื้อและความต้องการด้านการใช้งานรถยนต์ก็ยังมีความจำเป็น และมีดีมานด์เข้ามาอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ปัจจัยเชิงบวกที่มีผลต่อการเติบโตของบริษัทในอนาคต ก็ยังเป็นแรงหนุนได้เป็นอย่างดี ได้แก่ 1. การเข้ามาของเทคโนโลยี AI Automation ในการเพิ่มประสิทธิภาพของการผลิต เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน และลดการสูญเสียในระบบการผลิต ทำให้บริษัทสามารถรักษาอัตรากำไร (Margin) ได้ดีแม้ในสภาวะที่ราคาวัตถุดิบมีการผันผวน
 
2. ปัจจัยจากทิศทางเศรษฐกิจและนโยบายภาครัฐ ที่สนับสนุนให้รถยนต์นั่งแบบไฟฟ้า (BEV) และรถยนต์นั่งแบบ Hybrid (HEV) เป็น Segment หลักที่ขยายตัวอย่างชัดเจน จากความต้องการของผู้บริโภค รวมถึงการสนับสนุนให้มีการใช้การผลิตชิ้นส่วนภายในประเทศ ยังเป็นโอกาสให้ผู้ประกอบการได้มีโอกาสในการแข่งขันในตลาดได้มากขึ้น
 
ทั้งนี้ ด้วยศักยภาพในการบริการแบบครบวงจร (One-Stop Service) ของกลุ่มบริษัท ไทย ออโต ทูลส์ นั้น ยังคงสามารถรักษามาตรฐานในการให้บริการ และรักษาฐานลูกค้าหลักได้อย่างเหนียวแน่น ส่งผลให้กลุ่มบริษัทยังคงแข่งขันได้แม้ในสภาวะของการเปลี่ยนถ่ายของอุตสาหกรรมยานยนต์ได้เป็นอย่างดี พร้อมไปต่อเดินหน้าธุรกิจ มุ่งสู่การเป็นผู้นำอุตสาหกรรมแม่พิมพ์โลหะ อุปกรณ์จับยึด และชิ้นส่วนยานยนต์ในภูมิภาคเอเชีย ด้วยความเชี่ยวชาญ และขีดความสามารถในการแข่งขันเหนือคู่แข่ง ดันเป้าหมายรายได้ในปี 2569 ให้เติบโตอย่างต่อเนื่อง