Phones
หน้าแรก
Stock
เศรษฐกิจมหภาค
แบงก์ - Finance
อสังหาริมทรัพย์ - Marketing
ประกัน - ท่องเที่ยว
Variety
สกู้ป พิเศษ
SET
ผู้ถือหุ้น BANPU เชื่อมั่น! อนุมัติแผนควบกับ BPP
MAI
MPJ เพิ่มลานตู้คอนเทนเนอร์แหลมฉบัง รองรับลูกค้าโซน EEC
IPO
ก.ล.ต. นับหนึ่งไฟลิ่ง UNIX จ่อขายไอพีโอ 180 ล้านหุ้น
บล./บลจ
ทรีนีตี้ จับตาผลเลือกตั้ง ตัวแปรทิศทางตลาดหุ้น
เศรษฐกิจ-การเงิน-การคลัง
SCB EIC ชี้ศก.ไทยปีม้าโตเพียง 1.5% ปัจจัยบวกหดหาย
การค้า - พาณิชย์
SME D Bank หนุนผู้ประกอบการใช้ AI ยกนะดับธุรกิจ
พลังงาน - อุตสาหกรรม
SCB EIC แนะอุตฯอิเล็กทรอนิกส์ไทยรับมือความเสี่ยงภาษีชิป AI ของสหรัฐฯ
คมนาคม - โลจิสติกส์
“พิพัฒน์” ลุยดึง “ดิสนีย์แลนด์” ปักหมุดลงทุนพื้นที่ EEC
แบงก์ - นอนแบงก์
TTB หนุนโรงแรมสีเขียวผ่านโครงการ G-Green
ไฟแนนซ์ - ลิสซิ่ง
SAWAD แกร่ง! ฟิทช์คงอันดับเครดิตที่ระดับ ‘A-(tha)’
SMEs - Startup
TECHLEAD เข้าลงทุน Nestifly ยกระดับแพลตฟอร์มฟินเทค
ประกันภัย - ประกันชีวิต
เมืองไทยประกันชีวิต ประกาศกลยุทธ์ “Go Healthier with MTL”
รถยนต์
กรุงศรี ออโต้ ชวน เช็ก 5 ข้อก่อน(เช่า)ซื้อ มอเตอร์ไซค์อีวี
ท่องเที่ยว
TAGTHAi จับมือ BEM หนุนเส้นทางท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม
อสังหาริมทรัพย์
A5 โชว์การเงินแกร่ง ไม่ Roll Over หุ้นกู้ พร้อมลุยธุรกิจใหม่
การตลาด
CardX จับมือ JCB เปิดแคมเปญ “JAPAN CASHBACK ให้ความสุขในทุกดีล”
CSR
TECHLEAD เข้าลงทุน Nestifly ยกระดับแพลตฟอร์มฟินเทค
Information
FPI เปิดบ้านต้อนรับสมาคมส่งเสริมผู้ลงทุนไทยเยี่ยมชมกิจการ
Gossip
EKH สตอรี่เพียบ!
Entertainment
ThaiCBN จับมือกรมลดโลกร้อน เร่งเครื่อง NDC 3.0
สกุ๊ป พิเศษ
ภาวะธุรกิจที่อยู่อาศัยปี 2568-2569
KCG เคาะIPO ที่ 8.50 บ. เข้าเทรดSET 3 ส.ค.นี้
2023-07-18 13:30:56
332
sharer
นิวส์ คอนเน็คท์ - KCG ประกาศราคาขาย IPO ที่ 8.50 บาทต่อหุ้น จองซื้อ 20-21 และ 24 ก.ค. เข้าเทรดSET 3 ส.ค.นี้ วางเป้าหมายเป็นผู้นำการผลิตเนย ชีส และนำเข้าผลิตภัณฑ์อาหารสำเร็จรูปชั้นนำจากทั่วโลก ที่มีคุณภาพรายใหญ่ของประเทศไทย
เมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม 2566 นายพิเชษฐ สิทธิอำนวย กรรมการผู้อำนวยการ บริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง จำกัด (มหาชน) ในฐานะที่ปรึกษาทางการเงิน และผู้จัดการการจัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่าย เปิดเผยว่า KCG ได้กำหนดราคาเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนแก่ประชาชนทั่วไปเป็นครั้งแรก (IPO) ที่ 8.50 บาทต่อหุ้น โดยเตรียมเปิดให้นักลงทุนจองซื้อวันที่ 20 – 21 และ 24 ก.ค. นี้ และคาดว่าจะเข้าจดทะเบียนและเริ่มซื้อขายวันแรกในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ช่วงวันที่ 3 สิงหาคมนี้ โดยใช้ชื่อย่อหลักทรัพย์ “KCG”
ทั้งนี้ ปัจจุบัน KCG มีทุนชำระแล้ว 390 ล้านบาท แบ่งเป็นหุ้นสามัญจำนวน 390 ล้านหุ้น มูลค่าหุ้นที่ตราไว้ (พาร์) หุ้นละ 1.0 บาท และจะเสนอขายหุ้น IPO จำนวน 155 ล้านหุ้น คิดเป็น 28.4% ของจำนวนหุ้นสามัญที่ออกและชำระแล้วทั้งหมดของบริษัทฯ ภายหลังการออกและเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนในครั้งนี้ ซึ่งเท่ากับ 545 ล้านหุ้น สำหรับเงินที่ได้จากการระดุมครั้งนี้ KCG จะนำไปใช้สร้างศูนย์กระจายสินค้าและคลังสินค้า ขยายกำลังการผลิต ตลอดจนการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ส่วนที่เหลือจะนำไปชำระคืนเงินกู้จากสถาบันการเงินและใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนในการดำเนินงาน
“การกำหนดราคาหุ้น IPO ของ KCG ที่ราคา 8.50 บาทต่อหุ้น พิจารณาจากการสำรวจความต้องการซื้อหลักทรัพย์ (Book Building) ของนักลงทุนสถาบัน ซึ่งถือว่าเหมาะสมกับปัจจัยพื้นฐานที่แข็งแกร่ง แผนการลงทุนและศักยภาพการเติบโตอย่างยั่งยืนในอนาคต ซึ่ง KCG นับว่าเป็นธุรกิจที่มีผลการดำเนินงานมั่นคง เนื่องจากเป็นธุรกิจที่สอดรับกับการขยายตัวของความเป็นเมือง (Urbanization) การเพิ่มขึ้นของนักท่องเที่ยวและร้านอาหารและเบเกอรี่ต่างๆ ความนิยมในการบริโภคอาหารตะวันตกที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการใส่ใจดูแลสุขภาพและคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้น จึงทำให้มีความต้องการผลิตภัณฑ์จากชีสและเนยมากขึ้น เป็นปัจจัยที่ส่งผลให้การบริโภคอาหารตะวันตกขยายตัวอย่างเนื่อง” นายพิเชษฐ กล่าว
ด้านดร.วาทิต ตมะวิโมกษ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้อำนวยการ บริษัท เคซีจี คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า บริษัทฯ เป็นผู้นำการผลิตและจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์เพื่อการบริโภค ได้แก่ กลุ่มผลิตภัณฑ์อาหารเนย ชีส บิสกิต และส่วนประกอบอาหารและเบเกอรี่ที่หลากหลาย อีกทั้ง บริษัทฯ ยังเป็นผู้นำเข้าเนย ชีส วัตถุดิบเบเกอรี่และอาหารตะวันตกจากหลากหลายแบรนด์ชั้นนำทั่วโลก โดยบริษัทฯ มีวิสัยทัศน์ในการเป็น “บริษัทชั้นนำในการนำเสนอผลิตภัณฑ์จากนมและอาหารรสเลิศ รวมทั้งเป็นพันธมิตรทางธุรกิจที่มุ่งมั่น เพื่อการดำเนินชีวิตที่ทันสมัย” มอบผลิตภัณฑ์ที่สร้างความรื่นรมย์ให้กับรสชาติอาหารที่มีคุณภาพในทุกช่วงมื้ออาหารของผู้บริโภค ตลอดจนการจัดหาวัตถุดิบและคัดสรรแบรนด์ชั้นนำจากทั่วทุกมุมโลก สอดรับกับไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคทุกเพศทุกวัยทั้งในประเทศและต่างประเทศ
“การระดมทุนและเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ จะทำให้ KCG เพิ่มขีดความสามารถในการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์และนวัตกรรมใหม่ๆ รวมทั้งขยายกำลังการผลิตตลอดจนการก่อสร้าง “KCG Logistics Park” หรือศูนย์กระจายสินค้าและคลังสินค้าแบบแช่แข็ง (Frozen) และแบบอุณหภูมิห้อง (Ambient) ซึ่งมีความทันสมัยและครบวงจร เพื่อรองรับการเติบโตทั้งในประเทศและต่างประเทศ อันจะช่วยผลักดันการขยายธุรกิจของ KCG ให้เติบโตอย่างยั่งยืน เพื่อก้าวสู่การเป็นผู้นำการผลิตและนำเข้าผลิตภัณฑ์เนย ชีส และอาหารสำเร็จรูปชั้นนำจากทั่วโลก ที่มีคุณภาพรายใหญ่ของประเทศไทย” ดร.วาทิต กล่าว
นายดำรงชัย วิภาวัฒนกุล รองกรรมการผู้อำนวยการอาวุโส KCG กล่าวว่า แผนขับเคลื่อนธุรกิจสู่การเติบโตอย่างยั่งยืน บริษัทฯ วาง 4 กลยุทธ์หลัก ได้แก่ 1) นำเทคโนโลยีมายกระดับกระบวนการผลิต โดยลงทุนในเครื่องจักรระบบอัตโนมัติ (Automation) เพื่อขยายกำลังการผลิต (Capacity Expansion) ผลิตภัณฑ์ชีสภายในปีนี้ จากเดิม 2,106 ตันต่อปี เป็น 4,212 ตันต่อปี และในปี 2567 จะเดินหน้าขยายกำลังการผลิตเนยที่โรงงานเทพารักษ์ให้เพิ่มเป็น 23,261 ตันต่อปี จากเดิม 18,596 ตันต่อปี ในปี 2564 รวมถึงการลงทุนเครื่องจักรใหม่และปรับพื้นที่สร้างห้องปลอดเชื้อที่โรงงานบางพลี และยังได้เตรียมปรับพื้นที่ติดตั้งเครื่องจักรระบบอัตโนมัติและเทคโนโลยีใหม่ ซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จในปี 2571 เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าที่มีคุณภาพสูง และบริหารต้นทุนการผลิตให้ลดลงและเพื่อรองรับการเติบโต นอกจากนี้ KCG ยังมีการลงทุนเพื่อสร้างและพัฒนาศูนย์กระจายสินค้าและคลังสินค้า KCG Logistics Park สำหรับเพิ่มพื้นที่ในการจัดเก็บและบริหารจัดการสินค้าให้ทันสมัยและมีประสิทธิภาพ
2) พัฒนาผลิตภัณฑ์และนวัตกรรมใหม่ โดยบริษัทฯ ได้แต่งตั้งทีมงานด้านนวัตกรรม (Innovation Management) สำหรับการพัฒนานวัตกรรมใหม่โดยเฉพาะ รวมทั้งยังได้เพิ่มกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่มียอดขายและอัตรากำไรขั้นต้นสูง (SKU rationalization) เพื่อบริหารจัดการต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมทั้งมุ่งมั่นศึกษาพฤติกรรมของผู้บริโภคเพื่อพัฒนาหรือลงทุนในผลิตภัณฑ์และเทคโนโลยีต่างๆ ที่จะเพิ่มโอกาสทางธุรกิจในอนาคต
3) สร้างช่องทางการจำหน่ายที่แข็งแกร่งอย่างต่อเนื่อง โดยสำหรับลูกค้ากลุ่มผู้บริโภค (B2C) บริษัทฯ วางแผนขยายช่องทางจำหน่ายสินค้าผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์อย่างต่อเนื่อง เช่น Lazada, Line Official, Freshket, Shopee, Pandamart เป็นต้น ตลอดจนพัฒนาผลิตภัณฑ์เบเกอรี่ บิสกิต เพื่อวางจำหน่ายในร้าน BAO café พร้อมทั้งนำผลิตภัณฑ์กลุ่มชีสและเนยวางจำหน่ายผ่านร้านสะดวกซื้อ Lawson 108 รวมทั้งขยายช่องทางตู้จำหน่ายสินค้าอัตโนมัติ (Vending Machine) ของพันธมิตรประมาณ 2,500 ตู้ทั่วประเทศไทย
นอกจากนี้ ยังเดินหน้ายกระดับการให้บริการแก่กลุ่มลูกค้าผู้ประกอบการ (B2B) เช่น ผู้ให้บริการด้านอาหาร ผู้ประกอบการธุรกิจโรงแรม ร้านอาหาร จัดเลี้ยง (HORECA) เป็นต้น และกลุ่มลูกค้าผู้ประกอบการโรงงานอุตสาหกรรมผลิตอาหาร ผ่านการจัดหาผลิตภัณฑ์
อย่างครบวงจรบนแพลตฟอร์มบริการด้านโลจิสติกส์ (Logistics) แบบออนไลน์ โดยมีการพัฒนาระบบ Cold Chain Fulfillment ซึ่งเป็นการขนส่งแบบควบคุมอุณหภูมิ เพื่อรองรับการขนส่งสินค้าได้หลากหลายประเภท และมุ่งขยายฐานลูกค้าอย่างแข็งแกร่ง
ขณะที่แผนการขยายตลาดต่างประเทศผ่านตัวแทนจัดจำหน่าย บริษัทฯ เตรียมต่อยอดจากการเป็นผู้นำในการผลิตและจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์อาหารในประเทศไทย โดยมุ่งขยายธุรกิจในประเทศอินเดีย จีน อินโดนีเซีย ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ ซึ่งเป็นตลาดที่มีศักยภาพในการเติบโตสูง จากในปัจจุบันที่ส่งออกไปยัง 15 ประเทศ อาทิ ญี่ปุ่น จีน เกาหลีใต้ เวียดนาม กัมพูชา พม่า อินเดีย ฟิลิปปินส์ ฯลฯ รวมถึงวางแผนขยายพันธมิตรทางธุรกิจกับตัวแทนจัดจำหน่ายสินค้าในต่างประเทศ เช่น เวียดนาม เป็นต้น เพื่อขยายฐานการจัดจำหน่ายสินค้า และเพิ่มความแข็งแกร่งของผลิตภัณฑ์ภายใต้แบรนด์ของบริษัทฯ โดยวางเป้าหมายเพิ่มสัดส่วนรายได้จากการส่งออกเป็น 10% ของรายได้จากการขาย ภายในปี 2568
4) ขยายธุรกิจผ่านการควบรวมกิจการ (M&A Opportunities) โดยจะมุ่งสร้างการเติบโตทั้งในและต่างประเทศผ่านการร่วมทุน (Joint Venture) หรือการควบรวมกิจการ (M&A) โดยเน้นธุรกิจที่มีเป้าหมาย วิสัยทัศน์ และแผนกลยุทธ์ที่เสริมศักยภาพการเติบโตให้แก่ KCG อาทิ ธุรกิจต้นน้ำ (Upstream) เช่น ผู้ผลิตวัตถุดิบไขมันนม ชีส น้ำมันปาล์ม เป็นต้น
นายนายธวัช ธีระนุสรณ์กิจ รองกรรมการผู้อำนวยการอาวุโส KCG กล่าวว่า ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา บริษัทฯ ได้พัฒนาสินค้าและนวัตกรรมใหม่เพื่อสร้างความรื่นรมย์ในรสชาติและความสะดวกสบายในทุกมื้ออาหารของผู้บริโภค พร้อมทั้งจัดหาวัตถุดิบและคัดสรรแบรนด์ชั้นนำจากทุกมุมโลก เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคทุกเพศทุกวัยทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ KCG จึงครองความเป็นผู้นำในกลุ่มผลิตภัณฑ์เนยและชีสในประเทศไทย โดยมีส่วนแบ่งการตลาดผลิตภัณฑ์เนย 55% และชีส 31.6% และยังมีส่วนแบ่งการตลาดอยู่ใน 5 อันดับแรก สำหรับกลุ่มผลิตภัณฑ์ประกอบการทำเบเกอรี่และผลิตภัณฑ์บิสกิต (ข้อมูลจาก Euromonitor ปี 2564)
นางกนกวรรณรัตน์ ศรีมณีศิริ รองกรรมการผู้อำนวยการสายงานบัญชีและการเงิน KCG กล่าวว่า ผลการดำเนินงานในปี 2563 - 2565 บริษัทฯ มีรายได้รวม 4,950.0 ล้านบาท 5,265.0 ล้านบาท และ 6,232.7 ล้านบาท ตามลำดับ และมีกำไรสุทธิ 244.2 ล้านบาท 303.4 ล้านบาท และ 241.1 ล้านบาท ซึ่งปัจจัยการเติบโตมาจากการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ทุกประเภทให้กับกลุ่มผู้บริโภค (B2C) กลุ่มผู้ประกอบการ (B2B) และการขายผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ที่เติบโตเพิ่มขึ้น ขณะที่ผลดำเนินงาน 3 เดือนแรกของปี 2566 (มกราคม-มีนาคม) บริษัทฯ มีรายได้รวมอยู่ที่ 1,723.3 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิ 58.4 ล้านบาท โดยรายได้รวมและกำไรสุทธิเติบโตจากงวด 3 เดือนแรกของปี 2565 คิดเป็นอัตรา 30.6% และ 81.4% ตามลำดับ โดยหลักมาจากยอดขายผลิตภัณฑ์ที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง และการบริหารต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ
ทั้งนี้ผลการดำเนินงานในปี 2563 - 2565 และ 3 เดือนแรกของปี 2565 และ 2566 (มกราคม-มีนาคม) บริษัทฯ มีรายได้จากการขายผลิตภัณฑ์ แบ่งเป็น ผลิตภัณฑ์ที่ทำจากนม คิดเป็น 58.4%–60.6% ผลิตภัณฑ์สำหรับการประกอบอาหารและเบเกอรี่ และผลิตภัณฑ์อื่นๆ คิดเป็น 26.5%–30.5% และผลิตภัณฑ์บิสกิต คิดเป็น 10.4% - 13.4% ของรายได้จากการขาย และหากพิจารณารายได้จากการขายแบ่งตามช่องทางการจัดจำหน่าย บริษัทฯ มีรายได้จากการขายให้แก่กลุ่มผู้บริโภค (B2C) กลุ่มผู้ประกอบการ (B2B) และการส่งออกไปยังตลาดต่างประเทศ
ผู้ถือหุ้น BANPU เชื่อมั่น! อนุมัติแผนควบกับ BPP
CH เป้าปี 69 รายได้ 1,800 ล. - MPJ เพิ่มลานตู้คอนเทนเนอร์
CIVIL เซ็นสัญญา 2 งานใหม่ มูลค่า 1.4 พันล้านบ.
CH รุกปี 69 เร่งขยายศักยภาพธุรกิจ ตั้งเป้ารายได้ 1,800 ล้านบ.
WSOL แจ้ง! ผู้ถือหุ้นกู้ SABUY263A ไฟเขียวทุกวาระ
ITEL คว้างานไมโครเวฟ 99 ล้านบ. - กบข. โชว์ปี 68 ผลตอบแทน 5.18%