Phones





ทรีนีตี้ จับตาผลเลือกตั้ง ตัวแปรทิศทางตลาดหุ้น

2026-02-03 13:22:26 84



 
นิวส์ คอนเน็คท์ - ทรีนีตี้ มองผลการเลือกตั้งวันที่ 8 ก.พ. กำหนดทิศทางตลาดหุ้นไทยเดือน ก.พ. ชี้หากมีการจัดตั้งรัฐบาลได้เร็ว และมีเสียงไม่ปริ่มน้ำ จะช่วยดูดเม็ดเงินนักลงทุนเข้ามาได้ แต่หากเป็นกรณีตรงกันข้าม เสี่ยงเกิดภาวะ “Sell on fact “ แนะทยอยขายหุ้นที่มีกำไรบางส่วน พร้อมถือลุ้นบางส่วน
 
เมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2569 นายณัฐชาต เมฆมาสิน ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการอาวุโส ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ ทรีนีตี้ จำกัด เปิดเผยว่า ทิศทางดัชนีตลาดหุ้นไทยเดือนก.พ. 2568 คาดว่าจะเคลื่อนไหวในกรอบ แนวรับที่ระดับ 1295 จุด และ 1265 จุดตามลำดับ ส่วนแนวต้านประเมินที่ 1350 จุดและ 1380 จุดตามลำดับ โดยช่วงแรกของเดือนอาจมี Sentiment เชิงลบเกิดขึ้นจากความผันผวนของสินทรัพย์ทั่วโลกเกิดขึ้นหลังจากที่นาย Kevin Warsh ได้ถูกเสนอชื่อให้ เป็นประธาน Fed คนใหม่ แต่ มองว่า Reaction ที่เกิดขึ้นมีความรุนแรงเกินไป จากแนวนโยบายการเงินของ Fed ที่ไม่น่าจะพลิกผันได้ทันทีจากบุคคลคนเดียว โดยผลกระทบน่าจะเกิดขึ้นกับตลาดหรือสินทรัพย์ที่มีการใช้ Leverage ค่อนข้างมากในช่วงที่ผ่านมาอย่างเช่นสินค้าโภคภัณฑ์จำพวกโลหะมากกว่า  ในส่วนของหุ้นไทยนั้นคงจะได้รับผลกระทบน้อย เนื่องจากช่วงสัปดาห์แรกของเดือน ประเมินว่าตลาดหุ้นไทยน่าจะยังพอถูกประคับประคองได้บ้างจากธีม Election rally ก่อนหน้าการเลือกตั้งจริงที่จะเกิดขึ้นในวันที่ 8 ก.พ. นี้
 
อย่างไรก็ตาม ภายหลังจากการเลือกตั้งเสร็จสิ้น เชื่อว่าภาพของ SET Index จะถูกขับเคลื่อนด้วยผลการเลือกตั้งที่ออกมาเป็นสำคัญ โดยหากผลออกมาเป็นลักษณะของ Landslide victory โดยฟากใดฟากหนึ่ง จนนำมาสู่แนวโน้มการจัดตั้งรัฐบาลที่รวดเร็ว และเป็นรัฐบาลที่มีเสียงแข็งแกร่ง เชื่อว่านักลงทุนจะตอบรับเชิงบวก และจะส่งผ่านความมั่นใจดังกล่าวมายังแรงซื้อที่เกิดขึ้นในตลาดหุ้นไทยได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากนักลงทุนต่างชาติ ในทางกลับกัน หากผลการเลือกตั้งครั้งนี้ออกมาคู่คี่สูสี และนำมาสู่การจัดตั้งรัฐบาลที่ยืดเยื้อ หรือหากจัดตั้งได้แล้ว เป็นรัฐบาลที่ไม่มีเสถียรภาพมากพอง เชื่อว่ามีโอกาสที่จะเกิดปรากฏการณ์ Sell on fact ขึ้นในตลาดหุ้นไทยได้ไม่ยาก
 
ขณะที่ปัจจัยต่างประเทศที่น่าติดตามในเดือนนี้ มองไปยังความเป็นไปได้ที่ศาลฎีกาสหรัฐฯจะออกคำตัดสิน กรณีการเรียกเก็บภาษีศุลกากรของรัฐบาลปธน.โดนัลด์ ทรัมป์ว่าเป็นไปอย่างชอบธรรมหรือไม่ หากทราบผลในเดือนนี้ มีโอกาสที่ปัจจัยดังกล่าวจะสร้างความผันผวนให้กับตลาดพันธบัตรสหรัฐฯรวมถึงเงิน USD ได้ นอกจากนี้ ต้องติดตามการปรับน้ำหนักของดัชนี MSCI ในรอบนี้ ว่าจะมีการปรับลดน้ำหนักของหุ้นไทยในตะกร้าดัชนี MSCI EM อีกครั้งหรือไม่ ซึ่งจากการวิเคราะห์ของ ทรีนีตี้ ล่าสุดพบว่ามีโอกาสเช่นกัน หลังจากที่ในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา หุ้นไทยยังคงปรับตัว Underperform เมื่อเทียบกับดัชนีนี้อยู่ หากเกิดขึ้นจริง อาจต้องระวังแรงขายของนักลงทุนต่างชาติที่ปรากฏขึ้นในช่วงครึ่งเดือนหลังด้วย
 
โดยกลยุทธ์การลงทุน แนะนำพอร์ตการลงทุนที่พอมีกำไรแล้วจากการเข้าซื้อหุ้นไทยที่ดัชนีโซนล่างก่อนหน้านี้ หาจังหวะขายทำกำไรส่วนหนึ่งก่อนหน้าที่จะทราบผลการเลือกตั้ง และแบ่งถือลุ้นอีกส่วนหากผลการเลือกตั้งออกมามีแนวโน้มนำมาสู่รัฐบาลที่มีเสถียรภาพแข็งแกร่ง ซึ่งน่าจะทำให้ภาพการแกว่งตัวของหุ้นกลุ่ม Domestic play มีความโดดเด่นมากขึ้น
 
สำหรับ กลุ่มหุ้นที่น่าสนใจในเดือนนี้ได้แก่กลุ่มหุ้นที่ยังคง Laggard ทางด้าน Valuation ซึ่งหากเทียบเคียงระดับปัจจุบันกับเมื่อวันที่ 13 มกราคมที่ดัชนี SET ยังคงอยู่แถวบริเวณ 1230 จุด จะได้ว่า Sector ที่มีความน่าสนใจมากที่สุดจากเกณฑ์นี้จะได้แก่ กลุ่ม BANK, TOURISM, ICT, TRANS และ FOOD เป็นต้น
 
ขณะที่การลงทุนในเดือนก.พ. นักลงทุนจะต้องติดตามปัจจัยสำคัญอื่นอีก เช่น 1. การประชุมธนาคารกลางยุโรป (ECB) ในวันที่ 5 ก.พ., 2. ประเด็นขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ทั้งเรื่อง กรรมสิทธิ์ของเกาะกรีนแลนด์ และปัญหาความบาดหมางระหว่างสหรัฐฯกับอิหร่าน, 3. การประกาศรายชื่อหุ้นสมาชิกของดัชนี MSCI รอบใหม่ ช่วงเช้าตรู่วันที่ 11 ก.พ. ตามเวลาประเทศไทย, 4. ผลประชุมกนง.ในวันที่ 25 ก.พ. คาด คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 1.25%, 5. ทิศทางของค่าเงินบาท หลังทางการจะบังคับใช้มาตรการลดความผันผวนของการ Trading ทองคำ, 6. หุ้นการบินไทย (THAI) พ้นช่วงระยะเวลาห้ามขายหุ้น (Lock-up Period) 6,600 ล้านหุ้นในวันที่ 4 ก.พ., 7. ความเสี่ยงที่หุ้น DELTA อาจถูกขึ้นบัญชี Trading alert หากราคายังคงพุ่งสูงต่อเนื่อง ซึ่งอาจกระทบกับความดำรงอยู่ของตัวหุ้นในดัชนี SET50/SET100 รอบถัดไป และ 8. ผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนทั่วโลก รวมถึงบริษัทจดทะเบียนต่างๆ ในตลาดหุ้นไทย